แสนสิริ เตรียมเปิด “ลาน learn” ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ปั้นโมเดลวิสาหกิจเพื่อสังคม พลิกฟื้นผืนป่า ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
แสนสิริเดินหน้าคิกออฟ “ลาน learn” หรือศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ จัดเวิร์กชอปมุ่งยกระดับองค์ความรู้เกษตรกรไทย ณ ไร่แสนชัย (ต้นน้ำ) ควบคู่กับการบ่มเพาะและเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ ณ สิริแคมปัส (ปลายน้ำ) มุ่งสร้างระบบนิเวศวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สมบูรณ์แบบ ฟันเฟืองสำคัญในการดูแลระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และพลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตและก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสะท้อนความสำเร็จก้าวสำคัญด้าน ESG ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยการเปิดตัว “ลาน learn” (Specialty Coffee Learning Centre) ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรบนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งสร้างระบบนิเวศของโมเดลวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร (Social Enterprise) เพื่อให้โครงการสามารถพึ่งพาตนเองได้ และนำผลกำไรทั้งหมดกลับคืนสู่การพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด […]



นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดำเนินการขอคืนพื้นที่จาก กทม. และเข้ามาบริหารจัดการ จับใส่ตะกร้าล้างน้ำใหม่ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เข้ามารับไม้ต่อ สิ่งที่ตามมาคือ การจัดระเบียบแผงค้า พร้อมปรับอัตราค่าเช่าใหม่ ในราคา 3,157 บาท ปัญหาที่ตามมาคือ แผงค้าปูผ้าแบกับดินบริเวณโดยรอบตลาดนัดยังคงอยู่เช่นเดิม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ค้าเดิมซึ่งมีแผงค้าประจำในโครงการรับไม่ได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะเดินซื้อสินค้าเฉพาะโครงการซึ่งอยู่ริมถนนโดยรอบโครงการเท่านั้น ส่วนพื้นที่ในโครงการที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในกลับร้างผู้คน
น.ส.นฤมล แซ่หุ้น ประธานสหกรณ์บริการผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการเปิดให้เช่าพื้นที่แผงปูผ้าแบกับดิน เป็นปัญหาของผู้ค้ามาโดยตลอด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะเดินเฉพาะพื้นที่ริมถนนโดยรอบตลาดเท่านั้น ส่วนภายในพบว่ามีคนเดินบางตา หรือแทบจะไม่มี ทำให้ผู้ค้าจำนวนหนึ่งไม่สามารถรับภาระทั้งค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้ และปิดตัวธุรกิจลงแล้วจำนวนหลายราย
“ที่ผ่านมาผู้ค้าได้ออกมาเรียกร้องให้ ร.ฟ.ท.จัดการกับปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของ ร.ฟ.ท.ได้เชิญชวนให้ผู้ค้าตลาดนัดเจเจกรีนเข้ามาจับจองแผงค้าแบกับดินที่กำลังจะเปิดให้เช่าใหม่ในพื้นที่บริเวณถนนรอบโครงการฯ รวมถึงบริเวณที่เรียกว่า “ซุ้มไก่ชน” ตรงข้ามกับโครงการ 9 รวมทั้งการเปิดประตูเชื่อมต่อพื้นที่จอดรถ ข้างหลังตลาดฝั่งถนนกำแพงเพชร เพื่อเชื่อมต่อกับอาคารพาณิชย์ของภาคเอกชน ที่กำลังจะเปิดให้เช่าพื้นที่ขายของแห่งใหม่ โดยประกาศว่าเป็นพื้นที่เดียวกันกับตลาดนัดจตุจักร ซึ่งอาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว”
ด้านแหล่งข่าวจากกองอำนวยตลาดนัดจตุจักรการรถไฟฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการร้องเรียนจากผู้ค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องของราคาค่าเช่าแผงค้าที่รวมกับค่าบริหารจัดการ ซึ่งมีราคาสูงไม่เหมาะสม และกรณีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าแบกับดินสามารถขายของได้ทั่วบริเวณถนนรอบโครงการทั้งในช่วงกลางวัน-กลางคืน โดยมีอัตราค่าเช่าแผงละ 200 บาท ซึ่งพบว่าขณะนี้มีจำนวนแผงค้าแบกับดินมากถึงกว่า 2,500 แผงค้า
“เมื่อตลาดนัดเจเจกรีนกำลังปิดตัวลง และมีเจ้าหน้าที่บางรายต้องการนำผู้ค้าจากเจเจกรีนที่ยังหาพื้นที่ขายของไม่ได้ เข้ามาจับจองพื้นที่ คาดว่าจะทำให้มีแผงค้าใหม่รวมกับแผงค้าแบกับดินเดิมสูงขึ้นถึงกว่า 3,000 แผงค้าเลยทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมานั้นรายได้จากส่วนนี้มีคนมีสีเป็นผู้จัดสรรปันส่วนแบ่งรายได้ในกลุ่มพรรคพวก ขณะที่กรณีของการเปิดประตูเชื่อมพื้นที่จอดรถเดิมนั้น คาดว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับอาคารใหม่ที่กำลังประกาศให้เช่าพื้นที่ขายของในขณะนี้” นี่คืออีกหนึ่งของความเคลื่อนไหวของตลาดนัดจตุจักร ตลาดนัดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งภาพในอดีตของการเป็น “แดนสนธยา” กำลังจะปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนหน่วยงานเข้ามาบริหารแล้วก็ตาม หากภาครัฐยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้ปลาเน่าเพียงไม่กี่ตัวยังคงว่ายวนหาผลประโยชน์อยู่ อันดับแรกคือพ่อค้าแม่ค้าที่ทำตามระเบียบจะล้มหายตายจากไป ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งนำผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนผลกระทบในระยะยาวคือการแปรสภาพความเป็น “จตุจักร” ที่จะถูกกลืนจะหายไปตลอดกาล ข่าวอื่นๆ