เศรษฐกิจไทยยังคงทรงและทรุด ผู้บริโภคมีกำลังซื้ออ่อนแอจากการไม่มีรายได้ช่วงล็อกดาวน์ ส่วนใหญ่ยังวิตกกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคต และบางส่วนยังว่างงานไม่มีงานทำ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กบง.) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยหดตัวจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาการว่างงาน และหนี้ภาคเอกชน
ถึงแม้จะมีรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2563 ปรับดีขึ้นจากเดือนพฤษภาคม จากการทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลง
ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน หากแต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดใกล้สมดุล ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิจากทั้งด้านสินทรัพย์และด้านหนี้สิน
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบ สอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่ในส่วนของตลาดแรงงานจำนวนผู้ว่างงานยังเพิ่มสูงขึ้น โดยประมาณการก่อนเปิดล็อกดาวน์มีแรงงานว่างงาน 8.4-9 แสนคน หลังคลายมาตรการล็อกดาวน์คาดจะมีประมาณ 3.2 ล้านคน ในจำนวนนี้มีคนว่างงานตามมาตรา 33 ยื่นขอรับสิทธิการว่างงานช่วงต้นเดือนมิถุนายน ถึง 1.44 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมเด็กจบใหม่อีก 5.5 แสนคน
เศรษฐกิจไทยดำดิ่ง คนจนลง
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีการหดตัวสูงจากผลของมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว โดยอุปสงค์ต่างประเทศหดตัวสูง ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และภาคการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอลงมาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
โดยเฉพาะเครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวสูง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้และมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบตามอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานเป็นสำคัญ
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกเล็กน้อย ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อยจากที่เกินดุลสูงในไตรมาสก่อน จากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงมาก ประกอบกับเป็นฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผลกลับต่างประเทศของบริษัทต่างชาติในไทย ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิทั้งด้านสินทรัพย์และด้านหนี้สิน
ประเทศไทยยังคงมีคนจนมากขึ้นหลังคลายมาตรการล็อกดาวน์ และหมดเงินช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐบาล ร้านค้ากลับมาเงียบเหงา จากการขาดสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภค เนื่องจากในแง่ความเป็นจริงแล้วในระดับครัวเรือนต่างมีแรงงานที่ทำงานในภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ตกงานและว่างงานมากสุดในขณะนี้ ต่อให้ธุรกิจจะเปิดให้บริการแล้วก็ตาม หลายธุรกิจยังคงเซฟค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเป็นการลดอัตราคนทำงานลง นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติล็อกดาวน์เมือง และยังคงอัตราเท่าเดิมแม้ว่าจะคลายสู่สถานการณ์ปกติแล้ว เนื่องจากสามารถปรับตัวรับมือกับอัตราแรงงานที่ลดลงได้ รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ช่วยดำเนินกิจการเพื่อลดอัตราการจ้างแรงงานลง
นอกจากนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงซบดิ่งลงจากการส่งออกได้ไม่เต็มที่ และยังเปิดให้บริการในส่วนภาคการท่องเที่ยวไม่ได้ ด้วยที่ผ่านมามีการพึ่งพาการส่งออกราว 60% ของจีดีพีประเทศ แถมยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูงติดอันดับโลกราว 15% และเน้นการส่งออกเป็นหลัก
ดังนั้นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและยังคงถาวรในครั้งนี้ คือกลุ่มคนชนชั้นกลางรายได้สูง (upper-middle) กลุ่มครัวเรือนที่เป็นชนชั้นกลางและกลุ่มครัวเรือนที่ยากจน ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขชี้วัดรายได้ต่อวันของจำนวนผู้ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตามมาตรฐานการชี้วัดของธนาคารโลกที่กำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 5.5 ดอลลาร์สหรัฐ คือผู้ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งประไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเพิ่มจาก 4.7 ล้านคนในไตรมาสแรก มาเป็น 9.7 ล้านคนในไตรมาส 2 ของปี ขณะที่สัดส่วนครัวเรือนชั้นกลางที่มีสมาชิกเป็นแรงงานในภาคธุรกิจบริการและการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมากถึง 40% ก่อนลดลงเหลือ 24% และสัดส่วนของคนที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจในกลุ่มครัวเรือนชนชั้นกลาง ในส่วนภาคการผลิตและภาคบริการของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตัวจากประมาณ 6% เป็น 20%
นอกจากนี้ยังมีภาคธุรกิจค้าปลีกค้าส่งและธุรกิจค้าปลีกบริการอย่างภัตตาคาร ร้านอาหาร ที่อุ้มซับแรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อมอีก 8-9 ล้านคนกำลังได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์การขายฟื้นตัวขึ้นมาเพียง 20% หลังคลายมาตรการล็อกดาวน์ขั้นที่ 4 และมีการคาดว่าการเติบโตของภาคธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีแรกของปี 2563 น่าจะติดลบ 25-45% ในช่วงไตรมาสที่ 3 เมื่อสิ้นสุดเงินชดเชยประกันสังคม คาดว่าภาคค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการ จะมีการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ของการจ้างงานปกติ
ตลาดแรงงานไทยนับจากนี้ไปจึงเข้าขั้นวิกฤติ เพราะรายได้จากภาคแรงงานนั้นเป็นส่วนสำคัญในในการกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจของประเทศ ที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายและกำลังการซื้อภาคครัวเรือน โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังคงไม่ฟื้นตัวได้ในระยะเวลาสั้นๆ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : เตรียมรับมือ! สิ้นปีว่างงานอาจสูงถึง 3 ล้านคน
www.bangkokbanksme.com