หอการค้า 76 จังหวัด ค้านขึ้นค่าแรง 400-425 หวั่นจ่ายเพิ่มกว่า 20,000 บาทต่อเดือน


เผยผลสำรวจ สมาชิกหอการค้า 76 จังหวัด ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท อ้างทำต้นทุนการผลิตพุ่ง 23-30 % เอกชนต้องจ่ายเพิ่ม เดือนละ 20,000 ล้าน บาทต่อเดือน เสนอใช้กลไกไตรภาคี กำหนดค่าจ้างที่เหมาะสมและกำหนดค่าจ้างแรกเข้าแทนค่าจ้างขั้นต่ำ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย และประธานยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้สำรวจความคิดเห็นในประเด็นนโยบายรัฐบาลที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 400-425 บาท โดยสำรวจสมาชิกจากหอการค้า 76 จังหวัด หอการค้าต่างประเทศ 35 ประเทศ สมาคมการค้า 138 สมาคม รวมทั้งสมาชิกผู้ประกอบการทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวม 1355 กลุ่มตัวอย่าง

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 93.9 กลุ่มตัวอย่างไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าแรงดังกล่าว เพราะจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าปรับตัวส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

หอการค้าไทยจึงเสนอต่อรัฐบาล ว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำต้องยึดกลไกการพิจารณาคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดและคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน และขอให้มีการกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าแทนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และหากจะปรับจริงต้องดูความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ หากมีการปรับค่าแรงของรัฐบาลถือว่าเป็นการปรับแบบก้าวกระโดด หรือสูงขึ้น 25-30 % ทำให้ค่าจ้างของไทยสูงสุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ขึ้นเพียง10 % ส่วนเวียดนามขึ้นเพียง 5%

อีกทั้งการปรับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจาก วันละ 325 เป็น 400 บาท หรือขึ้นวันละ 75 บาท จะทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือปีละกว่า 200,000 ล้านบาท สำหรับแรงงานขั้นต่ำ 10 ล้านบาทคน นอกจากนี้การปรับค่าแรงในอัตราดังกล่าวยังส่งปลกระทบต่อการปรับโครงสร้างค่าแรงทั้งระบบ