ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับจีนที่ถูกมองว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลกับการระบาดที่เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบเลวร้ายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วง
ดูเหมือนว่าเรื่องที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ดูว่าจะเป็นจริง ดูได้จากการรายงานของสถานีโทรทัศน์ NBC ที่ระบุว่าเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปี 2020 (มกราคม-มีนาคม) จะหดตัว สอดคล้องกับ Iris Pang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำจีนแผ่นดินใหญ่ของ ING ที่ออกมาพูดเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับฝันร้ายต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากฟังความข้างเดียวก็คงดูไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่นัก เพราะอีกด้านหนึ่งจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็มีหลายปัจจัยที่ชี้เห็นถึงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจีนจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง จากเหตุผล 4 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 จีนมีความมั่นคง และมีเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยาว
จีน ถือได้ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยจีนกำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการผลิตภายในอย่างเป็นระเบียบ โดยผลผลิตอุตสาหกรรม (มูลค่าเพิ่ม) ซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ กลับมาเติบโตในเดือนเมษายนด้วยกิจกรรมการผลิตของโรงงานที่กลับมาเป็นปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป บ่งชี้พัฒนาการโดยรวมของเศรษฐกิจมหภาค
นอกจากนั้นข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่าดัชนีชี้วัดภาคบริการและยอดค้าปลีกของสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนเมษายนลดลงร้อยละ 4.5 และ 7.5 ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าเดือนมีนาคมที่ลดลงถึงร้อยละ 9.1 และ 15.8 ตามลำดับ
ประการที่ 2 จีนเก่งในเรื่องการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในช่วงวิกฤต
จะเห็นได้ว่าช่วงสองเดือนแรกที่จีนกำลังวุ่นไปกับการจัดการไวรัสโควิด-19 กลับมีภาคธุรกิจที่มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงกฤต คือ ภาคบริการอินเทอร์เน็ตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศกลับมีรายได้รวม 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.89 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยปัจจัยหลักมาจากความต้องการทำงาน ประชุมทางไกล และการศึกษาเล่าเรียนผ่านระบบออนไลน์
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซก็โอบรับกระแสคลื่นแห่งความต้องการลูกใหม่นี้อย่างแข็งขัน โดยการขายของผ่านเทคโนโลยีไลฟ์สตรีมมิง (Livestreaming ) หรือไลฟ์สด ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อสินค้าทุกประเภทได้จากที่บ้าน กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประการที่ 3 จีนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกที่ใครก็ไม่สามารถทดแทนได้
การที่ประชาคมระหว่างประเทศต่างพิจารณาทบทวนจุดบกพร่องของห่วงโซ่อุปทานโลกปัจจุบันที่ปรากฏออกมาในวิกฤตสาธารณสุขครั้งนี้ และพยายามเพิ่มหนทางป้องกันเศรษฐกิจโลกจากนานาความเสี่ยง ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เข้าใจได้ แต่การที่พวกฝักใฝ่แต่แพ้หรือชนะในวอชิงตันประโคมทฤษฎีแยกตัว (decoupling) ซึ่งแสวงหาการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศและการแยกตัวจากจีนอย่างเด็ดขาดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่มีทางเป็นไปได้
หนึ่งเหตุผลหลักที่จีนจะยังคงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกคือ จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอุตสาหกรรมครบทุกประเภทตามการแบ่งแยกของสหประชาชาติ (UN) และภาคการผลิตของจีนก็ครองสัดส่วนเกือบร้อยละ 30 ของภาคการผลิตทั้งหมดในโลก นอกจากนั้นจีนยังเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนผู้มีรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งมุ่งเปิดกว้างและกระจายโอกาสการแข่งขันในตลาดภายในประเทศแก่ทั้งธุรกิจจีนและต่างชาติ
ผลสำรวจเมื่อเดือนมีนาคมโดยหอการค้าอเมริกัน (AmCham China) ในกรุงปักกิ่ง พบว่าบรรดาธุรกิจสหรัฐฯ ยังคงมั่นใจและคาดหวังจากผู้บริโภคชาวจีน แม้พานพบผลกระทบหนักหน่วงจากโรคระบาด โดยปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศบนจีนแผ่นดินใหญ่ฟื้นตัวในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 เมื่อเทียบปีต่อปี
ประการที่ 4 จีนดำเนินนโยบายที่กว้างขวางครอบคลุมจนเพียงพอจะรองรับผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้
Martin Raiser ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำจีน กล่าวว่ารัฐบาลจีนได้เสริมสภาพคล่องแก่ตลาดและการสนับสนุนแบบพุ่งเป้าแก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และบริษัทต่าง ๆ ซึ่งดำเนินการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อค้ำจุนให้ธุรกิจห้างร้านเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันจีนมีโอกาสขยับขยายและปรับปรุงระบบคุ้มครองทางสังคมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนการลงทุนแบบพุ่งเป้าในโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่
กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้ตัดสินใจ ณ การประชุมว่าด้วยร่างรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจีน เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) ว่าจีนควรเพิ่มการดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกในทิศทางบวก นโยบายการเงินที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสม และนโยบายเน้นการจ้างงานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เมื่อกลางเดือนเมษายนว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ 1.2 ในปีนี้ แม้มีการหดตัวในไตรมาสแรกก็ตาม ก่อนจะกระโดดกลับมาเติบโตถึงร้อยละ 9.2 ในปี 2021 กลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งการคาดการณ์เหล่านี้ส่งสัญญาณความมั่นใจของโลกต่อเศรษฐกิจจีนที่มีความยืดหยุ่นในโลกยุคหลังโรคระบาดใหญ่
ขณะที่ Adam Posen ประธานสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน (PIIE) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า “สถานะทางเศรษฐกิจของจีนจะผงาดง้ำค้ำโลก” หลังการระบาดของโรคโควิด-19
ที่มา: สำนักข่าวซินหัว