“โบอิง” ยังวิกฤต เครื่องบินขายไม่ออก เตรียมปลดพนักงานอีกระลอก


การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อโบอิงที่ส่งผลต่อการผลิต และความต้องการเครื่องบินพาณิชย์ลดน้อยลง จนทำให้บริษัทต้องลดจำนวนพนักงานให้สอดรับกับสถานการณ์อีกครั้ง

เดฟ คาลฮูน ประธานและซีอีโอของบริษัทโบอิงเผยเมื่อวันพุธ (29 ก.ค.) ว่าทางบริษัทจะยังคงประเมินขนาดของแรงงานในบริษัทต่อไปในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

คาลฮูน เผยในจดหมายที่ส่งถึงพนักงานว่า ตลาดไม่รองรับระดับผลผลิตที่สูงขึ้นในเวลานี้ และบริษัทจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ก่อนหน้านี้โบอิงประกาศลดจำนวนพนักงานลงร้อยละ 10 ในปี 2020 ด้วยมาตรการหลายอย่างทั้งการปลดพนักงานโดยสมัครใจ การลดจำนวนแรงงาน และการปลดพนักงานโดยไม่สมัครใจ (ILO) เพื่อปรับให้เข้ากับตลาดที่เล็กลง

คาลฮูน ระบุว่าพนักงานกลุ่มแรกของบริษัทที่ได้รับผลกระทบการปลดพนักงานโดยไม่สมัครใจ ได้รับจดหมายแจ้งเตือนในเดือนพฤษภาคม และบริษัทยังคงดำเนินการลดจำนวนแรงงานให้น้อยลงเป็นระยะจนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย “กลุ่มผู้จัดการกำลังสื่อสารพูดคุยกับพนักงานกลุ่มล่าสุดที่ถูกปลด ซึ่งจะเริ่มต้นในวันนี้”

“น่าเสียดายที่ผลกระทบอันยืดเยื้อของโรคโควิด-19 ทำให้อัตราการผลิตลดลงและความต้องการบริการเชิงพาณิชย์ต่ำลงกว่าเดิม หมายความว่าเรายังคงต้องอยู่ในช่วงประเมินจำนวนพนักงานของเราต่อไป” คาลฮูนกล่าว “มันเป็นข่าวที่ไม่น่าฟัง ผมรู้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกในช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่แล้ว เราจะพยายามจำกัด ผลกระทบที่มีต่อคนของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ ในวันพุธ (29 ก.ค.) บริษัทโบอิงรายงานรายได้ไตรมาสสองจำนวน 1.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 แสนล้านบาท) ขาดทุนต่อหุ้นที่ 4.20 ดอลลาร์ (ราว 132 บาท) และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเบื้องต้นของโรคโควิด-19 และวิกฤตเครื่องบินโบอิง 737 MAX หลายร้อยลำต้องจอดนิ่งบนพื้นดินมาเป็นเวลาหลายเดือน

ในไตรมาสที่สองของปี 2020 โบอิงส่งมอบเครื่องบินจำนวน 20 ลำในโปรแกรมเครื่องบินเชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงการส่งมอบเครื่องบิน 777F จำนวน 2 ลำไปให้สายการบินไชน่าเซาเทิร์นในเดือนพฤษภาคม ส่วนเครื่องบินที่ยังสำรองอยู่ในมือมีมากกว่า 4,500 ลำ คิดมูลค่ารวม 3.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.2 ล้านล้านบาท)

ที่มา: สำนักข่าวซินหัว