สภาผู้ส่งออก ประเมินสถานการณ์-ความท้าทาย ปี 59


สภาผู้ส่งออก ชี้ สถานการณ์การส่งออกปี 58 ตัวเลขติดลบกว่าร้อยละ 5.5 ชงรัฐบาล ผลักดันการค้าระหว่างประเทศเป็นวาระแห่งชาติ

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) แถลงข่าวร่วมกับนายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งออก และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งออก โดยระบุว่า สถานการณ์การส่งออกในปี 2558 ที่ผ่านมา ปิดฉากลงด้วยตัวเลขติดลบไม่น้อยกว่าร้อยละ 5.5 แม้ว่าจะดีกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศหดตัวตามไปด้วย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ปลายน้ำไปถึงต้นน้ำ รวมทั้งเกษตรกร ต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและลุกลามไปถึงปัญหาสังคม ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาระยะสั้นและพัฒนาการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวควบคู่กันไปกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ

อย่างไรก็ดี ในปี 2559 สภาผู้ส่งออกคาดการณ์ว่า จะส่งออกได้ไม่เกิน 219,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 18,275 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 2 ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่า จะส่งออกได้เท่าเดิมไม่เกิน 215,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 17,920 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกับที่สภาผู้ส่งออกมองว่า มีปัจจัยเสี่ยงที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่ไอเอ็มเอฟ (IMF) คาดการณ์ไว้ว่าจะโตร้อยละ 3.6 และการเงินโลกผันผวน ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศขยายวงเพิ่มขึ้น และภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังเชื่อว่า การส่งออกในปีนี้น่าจะทำได้ดีกว่าปีก่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงแรกของการปฏิรูปประเทศ

          ขณะที่เป้าหมายการส่งออกเติบโต ร้อยละ 5 ถือว่า มีความท้าทายอย่างมาก ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในอนาคต แต่สภาผู้ส่งออกยังคาดว่า มีความเป็นไปได้ หากมีปัจจัยสนับสนุน คือ รัฐบาลประกาศให้ การค้าระหว่างประเทศเป็นวาระแห่งชาติ เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาการค้าระหว่างประเทศและเป้าหมายที่กำหนดอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งคณะที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ จึงถือว่า ปี 2559 เป็นปีแห่งความท้าทายที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องผนึกกำลังกันขับเคลื่อนประเทศ