ก็ดีนะ!! กมธ.เตรียมร่างพรบ. “ให้คุณกู้เงินตัวเอง”


นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ เรื่อง “เศรษฐกิจการเงินฐานราก” ว่า เรื่องนี้จะมีการดำเนินการให้เป็นสถาบันการเงินระดับชุมชน โดยประชาชนเป็นเจ้าของและทำเพื่อประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาไทยมีการจัดตั้งกองทุนต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีปัญหาด้านความรู้ ความสามารถทางการเงิน ตลอดจนขาดความมั่นคงและยั่งยืนต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงและด้านบัญชี อีกทั้งสถาบันการเงินไม่มีสภาพเป็น “นิติบุคคล” ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินฐานรากจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

          ด้าน นายสมชัย ฤชุพันธุ์ โฆษก กมธ.ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า แม้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐจะมีจำนวนมาก แต่ยังมีประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงิน ทำให้ชุมชนจึงเกิดการจัดตั้งสถาบันการออมประเภทต่างๆขึ้นมา เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน แต่ก็ไม่เกิดการพัฒนาสถาบันการเงิน และขาดการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทางกมธ.จึงได้ศึกษาสานต่อแนวทางจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยเสนอรายงานการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก และร่าง พ.ร.บ.การเงินฐานราก พ.ศ. …. เข้าสู่ที่ประชุม สปท.เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา จนมีมติเห็นชอบแล้ว หลังจากนี้สมาชิกสามารถขอแปรญัตติและทบทวนภายใน 10 วัน ก่อนจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

          ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการ กมธ.ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ต่อภาคประชาชน เมื่อโครงข่ายการเงินฐานรากเกิดขึ้นครบทุกตำบล ประมาณ 7,000 แห่ง จะเป็นการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งการออมให้กับประชาชนไม่น้อย 17.5 ล้านคน (ประมาณตำบลละ 2,500 คน) นำมาซึ่งเงินออมที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง อย่างน้อยประมาณปีละ 7,000 ล้านบาท (ภายใต้สมมติฐานการเก็บออมเพียงประมาณ 1 บาทต่อคนต่อวัน) ซึ่งภายใน 10 ปี โครงข่ายนี้จะสามารถมีเงินเก็บออมเองไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท และนำไปสู่การปล่อยกู้ได้ประมาณ 150,000 – 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะช่วยในการประหยัดของชุมชนในส่วนที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเดินทางไปสาขาธนาคารพาณิชย์ และช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับนายทุนนอกระบบด้วย

          ทั้งนี้ “โครงข่ายการเงินฐานรากจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในระดับฐานรากทั่วประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเราจะได้เห็นกฎหมายฉบับนี้ภายในปีนี้” นายกอบศักดิ์ กล่าว