เร่งผลักดันอุตสาหกรรมไทยใช้ประโยชน์ในตลาดอาเซียน


ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ผมเคยได้รับเชิญจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมไปร่วมเสวนาเรื่อง “อุตสาหกรรมไทยกับการเชื่อมโยงภูมิภาค” แต่ผมขอเน้นเฉพาะที่อุตสาหกรรมไทยไปเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียนเท่านั้น เพราะผมมีข้อมูลอาเซียนที่พอจะนำเสนอร่วมกับวิทยากรท่านอื่นๆ ได้ ผมขอเริ่มอย่างนี้ครับ ขณะนี้ไทยเชื่อมโยงกับอาเซียนใน 2 ลักษณะคือเชื่อมโยงด้านการค้า และการลงทุน ในด้านการค้าโดยเฉพาะการส่งออกนั้นไทยได้ใช้อาเซียนเป็นตลาดรองรับสินค้าอุตสาหกรรมไทย ทั้งปัจจุบันและในอนาคตตลาดอาเซียนจะเป็นทั้งแหล่งสร้างเงิน แหล่งแรงงาน ฐานการผลิตและแหล่งรายได้ให้กับอุตสาหกรรมของไทย เพราะตลาดอาเซียนเสมือน “ไข่แดง” ถูกลายล้อมด้วยประเทศต่างๆ  ด้านหนึ่งเป็นตามกรอบความร่วมมือทางการค้าของอาเซียนกับประเทศเอเซียด้วยกันเอง คือ ASEAN, ASEAN+1, ASEAN+3, ASEAN+6 ส่วนอีกด้านเป็นความร่วมมือที่สมาชิกอาเซียนเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรอบ  APEC, ASEM, BIMSTEC, ACMECS และ GMS

ความสำคัญทางการค้านั้นอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสินค้าของไทยที่สำคัญมาก ในปี 2555 มีสัดส่วนร้อยละ 24 ซึ่งสูงกว่าทุกตลาด  มูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท สัดส่วนการส่งออกในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปต่ำเหลือเพียงร้อยละ 9 มีเพียงในตลาดญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังคงมีส่วนแบ่งร้อยละ 10  และเมื่อพิจารณาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยในตลาดอาเซียนระหว่างปี 2549 ถึง 2555 เพิ่มจากร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 23 มูลค่าในปี 2555 อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท นั้นแสดงว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดอาเซียนต่อมูลค่าการส่งออกรวมในอาเซียนคิดเป็นร้อยละ 76 ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 จากที่มีสัดส่วนก่อนหน้านี้ร้อยละ 15 สินค้าอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในแต่ประเทศแตกต่างกันออกไป เช่นใน ตลาดบรูไนสินค้าประเภทอัญมณีและเครื่องประดับมีความต้องการมาก เครื่องประดับโดดเด่นมากในตลาดกัมพูชา ส่วนเครื่องจักรและปูนซิเมนต์มียอดขายที่พุ่งขึ้นสูงมากในพม่า ฟิลิปฟินส์ซื้อเครื่องจักรกลจากไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ยางและรถยนต์และอุปกรณ์กำลังขายดีในเวียดนาม สำหรับในลาวมีการซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับการเชื่อมโยงด้านการลงทุนของไทยในอาเซียน ขณะนี้ถือได้ว่ามูลค่าการลงทุนไทยของนักลงทุนอาเซียนยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับนักลงทุนในประเทศอาเซียน ข้อมูลจาก ASEAN Secretariat ในปี 2554 สิงคโปร์ครองอันดับหนึ่ง ตามด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามด้วยประเทศไทย การลงทุนของไทยในอาเซียนส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ผมขอเริ่มจากประเทศเวียดนาม นักลงทุนไทยเข้าไปในปี 2555 ทั้งสิ้น 39 โครงการ มูลค่า 199.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  คิดเป็นลำดับที่ 11 ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนาม แต่ถ้าเป็นนักลงทุนอาเซียนด้วยกันเราอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยสนใจลงทุนมากที่สุดคือ กระดาษ สีทาบ้านและพลาสติก อาหารสัตว์ ประมงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และเครื่องดื่ม มาม่า นมและยาแก้ปวด

นอกจากนี้ยังมีบริษัทไทยที่เข้าไปพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดด่องไน (Dong Nai) ในขณะที่ประเทศกัมพูชาการลงทุนของไทยอยู่อันดับที่ 7 มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 8 โครงการ แต่ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกันแล้ว ประเทศไทยลงทุนในกัมพูชาเป็นอันดับที่สอง รองลงประเทศสิงคโปร์ อุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชาในปี 2555 นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานและใช้วัตถุดิบในพื้นที่เป็นหลัก ได้แก่ โรงสีข้าว เสื้อผ้า ปลูกและแปรรูปยางพารา และแปรรูปมันสำปะหลัง ส่วนการลงทุนของไทยในประเทศพม่า ในปี 2532-2555 พม่าได้อนุมัติให้นักลงทุนไทยทั้งหมด 61 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 9,568.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยธุรกิจพลังงานและน้ำมันมีมูลค่าการลงทุนมากที่สุดเท่ากับ 6,030 และ 2,194 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ อันดับของการลงทุนในพม่าประเทศไทยตามหลังการลงทุนของประเทศจีน และการลงทุนในอินโดนีเซีย นักลงทุนไทยยังเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียไม่มากนัก ในปี 2555 ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับ 20 ด้วยมูลค่าการลงทุนเพียง 68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จำนวนโครงการ 17 โครงการเท่านั้น นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียยังเป็นนักธุรกิจจากบริษัทขนาดใหญ่ๆ ทั้งหมด

เมื่อวัดจากมูลค่าไทยยังมีการเชื่อมโยงด้านการค้าอาเซียนมากกว่าการเชื่อมโยงด้านการลงทุน ผมคิดว่าในอนาคตมูลค่าการค้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนเพราะตลาดในอาเซียนเปิดมากขึ้น นักลงทุนทั้งในและนอกอาเซียนเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น สัดส่วนอาจจะไปอยู่ในระดับร้อยละ 28-30 ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท แต่จะทำอย่างไรให้มูลการลงทุนเกิดขึ้นกับบริษัทที่เป็น SMEs ของไทยให้เข้าไปลงทุนหรือขยายฐานการผลิตของโรงงานเข้าไปในอาเซียน “โจทย์นี้ค่อนข้างยาก” แต่ก็ต้องทำ คิดขอแชร์ความคิดว่า เราน่าจะต้องมี “กองทุนวิสาหกิจเพื่ออาเซียน” หรือ “SMEs Fund for AEC” เพื่อให้เป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้เข้าไปดำเนินธุรกิจในอาเซียน วิธีการเป็นอย่างไร ต้องมาช่วยกันคิด มิฉะนั้นยากที่ SMEs ไทยจะลืมตาอ้าปากในอาเซียนเพราะขาดเงินทุน อันที่สองคือการสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไทยและสามารถจะเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานอาเซียน (ASEAN Supply Chain) ให้มีความเข้มแข็งขึ้นมีการพึ่งพิงวัตถุดิบระหว่างอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมี “Thailand Trade Center” เกิดขึ้นในประเทศอาเซียน ซึ่งจะเป็นแหล่งรวมสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มาจากบริษัท SMEs และจากสินค้า OTOP ระดับดาวของประเทศมีโอกาสไปว่างขาย แต่ศูนย์ฯ นี้ควรบริหารจัดการโดยเอกชนเอง รัฐบาลฯ มีส่วนช่วยประสานในเรื่องสถานที่และการอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ กับรัฐบาลของประเทศอาเซียน เราจึงจะใช้ประโยชน์จากอาเซียนอย่างเต็ม ด้วยข้อตกลงของอาเซียนอย่างเดียว SMEs ไทยไม่มีพลังมากพอ