เมียนมาร์เป็นประเทศขนาดใหญ่ด้วยพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย ทำให้เมียนมาร์เป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และเอเชียใต้ เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เมียนมาร์ยังเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประชากรกว่า 60.28 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างเกษตร ประมง แร่ธาตุ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีราคาถูก
เนื่องจากเมียนมาร์อยู่ที่มีอาณาเขตติดกับจีน อินเดีย บังคลาเทศ ลาว และไทย จึงมีความได้เปรียบในการติดต่อทำการค้าทั้งการส่งและนำเข้า รวมถึงการส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศต่าง ๆ อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่สมบรูณ์ทางธรรมชาติอย่างเกษตร ประมง แร่ธาตุ เป็นจำนวนมากเหมาะกับการฐานการผลิตอุตสาหกรรม อีกทั้งแรงงานยังมีราคาถูก นอกจากนี้ยังมีการค้นพบแหล่งพลังงานและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้เมียนมาร์ค่อนข้างเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนไม่น้อย เนื่องจากเมียนมาร์นั้นเป็นตลาดที่ในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูงมาก จากการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และด้วยจำนวนประชากรที่ที่มีมากถึง 60.28 ล้าน หากประเทศมีการพัฒนามากขึ้น เมียนมาร์จะถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ไทยสามารถใช้เป็นประตูระบายสินค้าได้อีกมากมาย รวมถึงยังสามารถใช้ประเทศเมียนมาร์เพื่อเป็นฐานในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคตได้
ทั้งนี้เมียนมาร์มีสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารปะเภทเนื้อสัตว์น้ำ เสื้อผ้า ธัญพืช โดยส่งออกไปยังตลาดส่งออกสำคัญคือ ไทย อินเดีย จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่นส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ น้ำมันเพื่อการบริโภค โดยมีตลาดนำเข้าที่สำคัญอย่าง สิงคโปร์ จีน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย สังเกตได้ว่าไทยและเมียนมาร์มีความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออก โดยในปี 2557 พม่าได้นำเข้าสินค้าจากไทยกว่า 307.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ 268.5 ล้านดอลล่าร์ฯ ไม้ซุงแปรรูปและผลิตภัณฑ์ 19.9 ล้านดอลล่าฯ สัตว์ที่ไม่ได้ใช้ในการเป็นพ่อพันธุ์ หรือ แม่พันธุ์ 4.5 ล้านดอลล่าร์ สินแร่โลหะอื่น ๆ 4.3 ล้านดอลล่าร์ฯ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 3.5 ล้านดอลล่าร์ ผัก ผลไม้ 3.1 ล้านดอลล่าร์ฯ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค 1.9 ล้านดอลล่าร์ฯ สัตว์น้ำสดแช่เย็น และแช่แข็ง 1.3 ล้านดอลล่าร์ฯ กาแฟ ชา เครื่องเทศ 3 ล้านดอลล่าร์ฯ และผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ 2 ล้านดอลล่าร์ฯ
ส่วนภาคการส่งออกของไทยไปเมียนมาร์ มีมูลค่ากว่า 207.7 ล้านดอลล่าร์ฯ โดยมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 52.4 ล้านดอลล่าร์ฯ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 35.5 ล้านดอลล่าร์ เครื่องดื่ม 29.6 ล้านดอลล่าร์ฯ ปูนซีเมนต์ 22.8 ล้านดอลล่าร์ฯ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 16 ล้านดอลล่าร์ฯ ผ้าผืน 11.9 ล้านดอลล่าร์ เคมีภัณฑ์ 11.5 ล้านดอลล่าร์ เครื่องสำอาง สบู่ 9.9 ล้านดอลล่าร์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 9.3 ล้านดอลล่าร์ฯ และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี 8.8 ล้านดอลล่าร์ฯ
ผู้ประกอบการไทยจึงมีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ๆ ในการเข้าร่วมลงทุนกับเมียนมาร์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงบวกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตในเมียนมาร์ ได้แก่
-
อุตสาหกรรรมการเกษตร และประมง เนื่องจากพม่ามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ เหมาะแก่การทำอุตสาหกรรมสาขาการเกษตรประเภท ข้าว ข้าวโพด อ้อย ถั่วเหลือง ยางพารา การทำปศุสัตว์ และการประมงเป็นต้น โดยส่วนมากทางตอนล่างของเมียนมาร์เป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยคนไทย เนื่องจากนักธุรกิจชาวต่างชาติยังไม่มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากนัก นอกจากนี้การตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออกอาหารทะเลแปรรูปไปยังต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเมียนมาร์ยังขาดความเชี่ยวชาญในด้านของนวัตกรรม
-
การค้าวัสดุก่อสร้าง เมียนมาร์กำลังอยูในช่วงเวลาแห่งการพัฒนาประเทศ และมีการสำรวจแหล่งก๊าซและน้ำมันจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องมีการก่อสร้างและพัฒนาสาธารณูปโภคเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มความต้องการวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นตามมา และที่สำคัญคือวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ยังไม่สามารถผลิตได้ในสหภาพพม่า โอกาสจึงตกอยู่ที่ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างของไทย
-
การลงทุนสร้างฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและเอเชียตะวันออก ช่องทางนี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ของไทยในการขยายฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร หรือผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบรูณ์ และระดับค่าจ้างแรงต่ำอีกด้วย
ช่องการการลงทุนในเมียนมาร์ ผู้ประกอบการสามารถทำได้โดยการลงทุนเป็นเจ้าของทั้งหมดในฐานะชาวต่างชาติ ซึ่งทางการของเมียนมาร์ได้มีการกำหนดให้นักลงทุนชาวต่างชาติโอนเงินตราต่างประเทศเข้าไปฝากไว้ที่ธนาคารการค้าต่างประเทศก่อน หลังจากนั้นจึงยื่นขอจดทะเบียนตามจำนวนเงินขั้นต่ำที่เมียนมาร์กำหนด โดยต้องโอนเงินเข้าสู่เมียนมาร์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินขั้นต่ำที่กำหนด ภายใน 20 วัน นับตั้งแต่ได้รับอนุญาต และจะต้องโอนส่วนที่เหลือตามมาภายใน 180 วัน อีกช่องหนึ่งคือการลงทุนแบบร่วมทุนกับรัฐบาล ในฐานะหุ้นส่วนไม่น้อยกว่า 35% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ด้วยการทำโครงการเสนอต่อ MIC หรือการลงทุนร่วมกับเอกชน ในฐานะหุ้นส่วนไม่น้อยกว่า 35% เช่นกัน แต่ต้องโอนเงินฝากไว้กับ MFTB ในจำนวนเงินขั้นต่ำที่ทางการกำหนด สำหรับสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับจากการเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ คือ นักลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นระยะเวลา 3 ปี และหลังจากสิ้นสุดการยกเว้นภาษีเงินได้ ยังได้รับการยกเว้นการลดหย่อนภาษีให้ตามความเหมาะสม และได้รับการยกเว้นอากรนําเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ในช่วงของการก่อสร้าง และยกเว้นอากรสำหรับการนำเข้าวัสดุเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ยังอาจได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีสำหรับกำไรที่นำกลับไปลงทุนใหม่ภายใน 1 ปี นอกจากนี้อาจได้รับสิทธิในการชำระภาษีเฉกเช่นพลเมืองเมียนมาร์ หรือให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีงานวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
อย่างไรก็ดีแม้สาธารณูปโภคหลายอย่างในเมียนมาร์จะยังไม่สมบรูณ์มากนัก แต่คาดว่าในอีกไม่กี่ปีเมียนมาร์จะพัฒนาประเทศให้สมบรูณ์พร้อมด้วย ปัจจัยหนึ่งมาจากการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้รัฐบาลเมียนมาร์มีโครงการให้เช่าพื้นที่สำหรับประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ โดยคิดค่าเช่าอยู่ในอัตรา 3 ดอลล่าร์ฯ ต่อตารางเมตรต่อปี