การนำเข้าที่สูงขึ้นดันภาพรวมการค้าเมียนมาร์


สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์เมียนมาร์พบว่า ช่วงเวลา 9 เดือนจาก 1 เมษายนถึง 2 มกราคม ปริมาณการค้ารวมเกือบจะถึง 21,000 ล้านดอลลาร์ เกินตัวเลขจากปีการคลังที่แล้วที่ 18,600 ล้านดอลลาร์ โดยสำหรับการค้าทั้งหมด การส่งออกลดลงเล็กน้อยสู่ 8.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น 2.5 พันล้านดอลลาร์สู่ 12,300 ล้านดอลลาร์ นายยาน เนียง ทุน (Yan Naing Tun) รองผู้อำนวยการของกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันถึงความไม่สมดุลที่เพิ่มขึ้นระหว่างการส่งออกและนำเข้า แต่ปฏิเสธที่จะบอกถึงเหตุผลของการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น

สินค้านำเข้าหลักของเมียนมาร์ คือ อิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์การเกษตร, ยานยนต์, ผลิตภัณฑ์น้ำมันบริสุทธิ์, อาหารแปรรูปและเครื่องจักร ขณะที่สินค้าส่งออกหลักของเมียนมาร์คือสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว, ไม้, หยกและอัญมณี, น้ำมันและก๊าซ และถั่ว สำหรับการค้ารวมในปีที่แล้ว การส่งออกมีมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 9.8 พันล้านดอลลาร์ โดยการขาดดุลการค้าของทั้งปีในช่วง 2556-2557 คิดเป็นเพียง 866 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับ 9 เดือนแรกของปีการคลังนี้ซึ่งสูงถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์

ด็อกเตอร์มวง มวง เลย์ (Maung Maung Lay) รองประธานของสมาพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องลดการขาดดุลการค้าโดยจำกัดสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็นสำหรับเมียนมาร์ ซึ่งจริงๆแล้ว สำหรับประเทศกำลังพัฒนา สินค้านำเข้านั้นสูงกว่าสินค้าออกเสมอ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมการขาดดุลการค้าไม่ให้มากจนเกินไป ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เงินเฟ้อก็จะกลายเป็นประเด็นในไม่ช้า เท่าที่ทราบ รัฐบาลกำลังพิจารณายกเลิกโปรเจ็คส์ที่ไม่จำเป็น และพยายามจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมการขาดดุลการค้า ด็อกเตอร์มวง มวง เลย์ กล่าวอีกว่า ในการมองหาสินค้าที่ไม่จำเป็น รัฐบาลสามารถมุ่งเป้าไปที่สินค้านำเข้ามูลค่าสูง เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย