หน้าแรก / แฟรนไชส์ / ‘GAGA’ ชานม เมื่อแก้วใบเดียวบรรจุ Attitude ความบ้าคลั่งแบบไม่มีใครเหมือน

‘GAGA’ ชานม เมื่อแก้วใบเดียวบรรจุ Attitude ความบ้าคลั่งแบบไม่มีใครเหมือน

89 ครั้ง
16 มิถุนายน 2569
-

ในตลาดชานมไข่มุกที่แบรนด์ใหม่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าแบรนด์ไหนจะอยู่รอดได้ถึง 5 ปี ยิ่งในประเทศไทยที่ติดอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยมูลค่าตลาดชานมไข่มุกกว่า 26,500 ล้านบาท ทุกตารางนิ้วของห้างสรรพสินค้าล้วนมีชานมยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งปักหลักอยู่

 

แต่แบรนด์ GAGA ชานม ทำได้มากกว่านั้น

 

GAGA แบรนด์ชานมสัญชาติไทยที่ก่อตั้งในปี 2561 ไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่เติบโตจนดึงดูดความสนใจของ “ไมเนอร์ ฟู้ด” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการร้านอาหารไทยที่บริหารแบรนด์ดังอย่าง The Pizza Company และ Swensen’s ให้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น และต่อมาขยายสัดส่วนการถือครองจนแตะ 70% ในปี 2568 เรื่องราวของ GAGA จึงไม่ใช่แค่เรื่องชานม แต่คือบทเรียนกลยุทธ์ธุรกิจที่อัดแน่นอยู่ในแก้วใบเดียว

 

  1. “Attitude in a Cup” — เมื่อแบรนด์ไม่ได้ขายชา แต่ขาย Identity

 

คำถามแรกที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถามเมื่อเปิดร้านเครื่องดื่มคือ “ชาเราอร่อยพอไหม?” แต่ GAGA ถามคำถามต่างออกไป คือ “ลูกค้าจะรู้สึกยังไงเมื่อถือแก้วของเรา? ความแตกต่างระหว่างสองคำถามนี้คือหัวใจของกลยุทธ์ทั้งหมด

 

แบรนด์วางตัวเองด้วย Tagline “Attitude in a Cup” โดยตั้งใจไม่แข่งในสนามเดิมกับคู่แข่ง แทนที่จะขายความ “ต้นแบบ” ของชานมแบบไต้หวัน หรือความสดชื่นและเรียบง่ายแบบที่แบรนด์อื่นนำเสนอ GAGA เลือกขาย “ความรู้สึก” ที่ลูกค้าได้รับจากการดื่ม ทั้งความเฟียส ความมีสไตล์ และความแตกต่างจากฝูงชน

 

ที่มา: เฟซบุ๊ก GAGA • Attitude In A Cup

 

แม้แต่ชื่อ “GAGA” ก็เลือกมาอย่างจงใจ มาจากคำอุทานที่สะท้อนความ “บ้าคลั่ง” และพลังงานที่ไม่ยอมอยู่ในกรอบ ผลลัพธ์คือแบรนด์ที่สื่อสารตัวตนชัดเจนผ่านทุก Touchpoint โดยไม่ต้องพูดมาก

 

 

  1. แก้วคือ Billboard เมื่อ Packaging กลายเป็น Marketing Tool

 

ในยุคที่ทุกคนมีกล้องในมือ แบรนด์ที่ฉลาดรู้ว่า “หีบห่อ” ไม่ใช่แค่ภาชนะบรรจุสินค้า แต่คือสื่อโฆษณาที่เดินได้

 

แบรนด์เข้าใจหลักการนี้ตั้งแต่วันแรก ทุกองค์ประกอบของแบรนด์ถูกออกแบบให้ “ถ่ายรูปแล้วสวย” และ “อยากแชร์” ตั้งแต่การตกแต่งร้านแต่ละสาขาที่ไม่ซ้ำกัน โดยปรับให้เข้ากับบริบทของพื้นที่และกลุ่มลูกค้าในแต่ละโลเคชัน ไปจนถึงลวดลายบนแก้วแต่ละใบที่ถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์ออกมาอย่างชัดเจน

 

ที่มา: เฟซบุ๊ก GAGA • Attitude In A Cup

 

กลยุทธ์นี้สร้างสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า “Earned Media” หรือการโฆษณาที่ไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะลูกค้าเองอยากถ่ายรูปและแชร์ลงโซเชียลมีเดียทุกครั้งที่ได้มา

 

ยิ่งไปกว่านั้น GAGA ยังใช้ Packaging เป็นเครื่องมือสร้างกระแสได้อย่างชาญฉลาด กรณีที่โด่งดังคือแคมเปญ “แก้วยีราฟ XL” ขนาด 28 ออนซ์ ที่เริ่มต้นจากการทำคอนเทนต์ขำขันในวัน April Fool’s Day แต่ได้รับเสียงเรียกร้องจากลูกค้าอย่างล้นหลามจนต้องผลิตจริงในที่สุด และกลายเป็นแคมเปญฉลองครบรอบ 5 ปีที่สร้างการรับรู้แบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. Built vs. Buy — กลยุทธ์ขยายธุรกิจที่ SME เรียนได้จากไมเนอร์

 

ปลายปี 2565 ไมเนอร์ ฟู้ดประกาศเข้าซื้อหุ้น 50.1% ใน GAGA Beverages ด้วยเหตุผลที่ฟังดูตรงไปตรงมา แต่แฝงไว้ด้วยกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าที่เห็น ในมุมของไมเนอร์ ทางเลือกมีอยู่สองทาง หนึ่งคือ “Build” สร้างแบรนด์ชานมขึ้นมาใหม่เอง สองคือ “Buy” เข้าซื้อแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว การสร้างแบรนด์ใหม่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างการรับรู้ได้ แต่ในขณะนั้นตลาดชานมไข่มุกเติบโตเต็มสูบ และมีคู่แข่งทุกระดับราคาตั้งแต่ 20 บาทไปจนถึง 150 บาท

 

ดังนั้น การรอสร้างแบรนด์เองอาจหมายถึงการพลาดโอกาสทองไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ไมเนอร์จึงเลือก Buy ผ่านแบรนด์ GAGA ที่มีสองสิ่งดึงดูดหลัก คือ ‘Brand Identity’ ที่แข็งแกร่งและแตกต่าง ซึ่งยากจะสร้างขึ้นมาใหม่ได้เร็ว สองคือ Positioning แบบพรีเมียมที่เข้ากันได้กับพอร์ตแบรนด์ในเครือของไมเนอร์ที่ต้องการเสริมกลุ่มเครื่องดื่มให้ครบ

 

แน่นอนผลลัพธ์หลังการเข้าซื้อพิสูจน์ว่าการตัดสินใจถูกต้อง รายได้ของ GAGA พุ่งจาก 14.7 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 191 ล้านบาทในปี 2566 และ 296 ล้านบาทในปี 2567 โดยไมเนอร์นำทรัพยากรด้าน Supply Chain, เครือข่ายสาขา และความสัมพันธ์กับห้างมาช่วยเร่งการขยายตัว ขณะที่ GAGA ยังคงรักษา Brand DNA เดิมไว้ได้ จนกระทั่งปี 2568 ไมเนอร์ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 70% ด้วยมูลค่าการซื้อหุ้นเพิ่มอีก 92.5 ล้านบาท

 

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลงทุนเปิดร้าน ทางไมเนอร์ได้เปิดรายละเอียดที่เงินลงทุนเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท, ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 800,000 บาท, ขนาดพื้นที่ 25-40 ตารางเมตร, ระยะเวลา 6 ปี

 

เรื่องราวของ GAGA สอนว่าในตลาดที่แออัด ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกที่สุดหรือสาขาเยอะที่สุด แต่อยู่ที่ตอบได้ชัดว่าแบรนด์ของคุณมีตัวตนเป็นอะไร และนำเสนอตัวตนนั้นออกมาอย่างสม่ำเสมอในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ดีไซน์แก้วไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับบริษัท

 

ท้ายที่สุดเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เป็นบทพิสูจน์ของแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากงบการตลาดก้อนใหญ่ แต่เริ่มจากความชัดเจนว่าตัวเองเป็นใคร และกล้าที่จะยืนหยัดในจุดนั้น

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ