ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ผมได้มีโอกาสนั่งประชุมร่วมกับ นาย Suon Sophal รองผู้อำนวยการกรมการส่งเสริมการลงทุนและประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Cambodian Investment Board : CIB) ซึ่งสังกัดคณะกรรมการเพื่อการพัฒนากัมพูชา (Council for the Development of Cambodia : CDC) เราประชุมร่วมกันกับข้าราชการของไทยและของกัมพูชา ท่านรองผู้อำนวยการได้กรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจของกัมพูชา
ท่านรองฯ บอกว่ากัมพูชาเป็นประเทศในอาเซียนที่มีอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยระหว่างปี 2004-2007 มีอัตราการขยายตัวของ GDP ร้อยละ 10 โดยขนาดเศรษฐกิจกัมพูชาวัดจาก GDP เท่ากับ 12,829 ล้านเหรียญ ในปี 2011 เมื่อแบ่งตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้วพบว่าร้อยละ 37% ของ GDP เป็นของกิจกรรมด้านเกษตร ประมงและป่าไม้ รองลงมาคือภาคบริการร้อยละ 35 ที่เหลือเป็นสัดส่วนของ GDP ด้านอุตสาหกรรม เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของกัมพูชาแล้ว พบว่าในบรรดาประเทศอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ กัมพูชามีรายได้จากภาคเกษตรกรรมมากที่สุด (นั้นหมายความว่ากัมพูชามีศักยภาพด้านเกษตรกรรมค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม CLMV ด้วยกัน)
ในขณะที่ของประเทศไทยในปัจจุบันสัดส่วนของ GDP ภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ร้อยละ 10 เท่านั้น หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่กัมพูชามากที่สุดคือ เสื้อผ้าและรองเท้า นอกจากนี้ระหว่างปี 2007 ถึง 2011 มูลการการลงทุนต่างชาติในกัมพูชาเพิ่มจาก 2,656 ล้านเหรียญ เป็น 7,012 ล้านเหรียญ โดยปี 2012 ประเทศที่มีการลงทุนในกัมพูชามากคือประเทศจีน เกาหลีใต้และมาเลเซีย ในขณะที่นักลงทุนไทยยังลงทุนกัมพูชาไม่มากนัก
นาย Suon Sophal ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่น่าลงทุนด้วยปัจจัยหลายๆ ด้าน ทั้งความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิต ค่าจ้างแรงงาน สิทธิประโยชน์ GSP มีเขตอุตสาหกรรมมาก และที่สำคัญคือมีชายแดนติดกับประเทศเวียดนามทำให้เกิดความต้องการสินค้าจากกัมพูชาเพื่อส่งไปขายเวียดนามแล้วส่งต่อไปยังประเทศจีน มีข้อมูลหลายตัวที่สำคัญ ผมเลยต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าในแต่ละประเด็นเป็นอย่างไรบ้าง
ขอเริ่มจากเขตอุตสาหกรรมของกัมพูชาซึ่งเรียกว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ)” ซึ่งปัจจุบันกัมพูชามี SEZ จำนวน 25 เขตอุตสาหกรรม และที่มีมูลค่าการลงทุนและโรงงานมากส่วนใหญ่อยู่ที่เขตอุตสาหกรรมในจังหวัดพนมเปญ (Phnom Penh SEZ) ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกันดาล (Kandal) ห่างจากพนมเปญ 18 กม. มีบริษัทอยู่ในขณะนี้ 25 บริษัท ส่วนใหญ่ได้แก่ บริษัทผลิตเสื้อผ้า น้ำดื่ม รองเท้า พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และเสื้อผ้านักกีฬา
ส่วนเขตอุตสาหกรรมสีหนุวิล (Sihanouville SEZ) มีอยู่ 2 SEZ แต่ SEZ ที่ใหญ่นั้นจะอยู่ห่างจากท่าเรือสีหนุวิล เพียง 12 กม. มีบริษัท 25 บริษัท ได้แก่ บริษัทเสื้อผ้า จักรยาน พลาสติก และผลิตภัณฑ์หนัง และในจังหวัดสวายเรียง (Svay Rieng) ที่มี SEZ จำนวน 3 SEZ ได้แก่ Manhattan SEZ ซึ่งน่าจะใหญ่สุด มีบริษัท 27 บริษัทส่วนใหญ่เป็นโรงงานเสื้อผ้า รองเท้า กล่องบรรจุภัณฑ์ ผลิตร่ม และจักรยาน เป็นต้น เขต Tai Seng Bavet SEZ ห่างจากชายแดนเวียดนาม (Moc Bai) มีบริษัททั้งหมด 18 บริษัทส่วนใหญ่ ผลิต จักรยาน รองเท้า ถุงมือ เสื้อผ้าเด็ก พลาสติก และกล่องบรรจุภัณฑ์ เขต D&M Bavet SEZ ขณะนี้ยังไม่มีโรงงานตั้งอยู่
ส่วนเขตอุตสาหกรรมอื่นๆ นั้นมีการลงทุนเช่นกันแต่ไม่ “คึกคัก” มากนักเมื่อเทียบกับ SEZ ข้างต้น ที่น่าสนใจมากของการทำลงทุนและธุรกิจในกัมพูชาก็คือ การที่กัมพูชาได้รับสิทธิภาษีเป็นศูนย์ ตามระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ “GSP (Generalized System of Preference)” จากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป โดยในตลาดญี่ปุ่นนั้นกัมพูชาได้รับ GSP จำนวน 5,690 รายการ ตลาดสหรัฐฯ จำนวน 4,800 รายการ และตลาดยุโรป 6,300 รายการ ซึ่งถือว่ามากที่เดียว
สำหรับต้นทุนในการทำธุรกิจนั้น จุดเด่นอันแรกของกัมพูชาคือการมีค่าจ้างรายวันที่ถูกมาก ผมคิดว่าถูกกว่าพม่าในขณะนี้ แรงงานทั่วไปมีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 100 บาท ค่าจ้างในโรงงานเสื้อผ้าหรือโรงงานอื่นๆ ก็ไม่เกิน 120 บาทต่อวัน ส่วนค่าเช่าที่ดินในเขตอุตสาหกรรม เอาเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมใหญ่ๆ คือ เขตอุตสาหกรรมพนมเปญ เสียมเรียบ และสีหนุวิล พบว่าค่าเช่าที่ดินในเขตอุตสาหกรรมพนมเปญถือได้ว่ามีอัตราค่าเช่าแพงที่สุด โดยมีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทของที่ดิน ได้แก่ ที่ดินเชิงพาณิชย์ ที่ดินที่อยู่อาศัย และที่ดินว่างเปล่า อัตราค่าเช่าของที่ดินเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 4,000-6,000 ดอลล่าร์ต่อตารางเมตร หรือ 120,000 – 180,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาต่ำสุดก็ 30,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนที่ดินที่อยู่อาศัยราคาสูงอยู่ที่ 75,000 บาท ต่ำสุดที่ 1,500 บาทต่อตารางเมตร
ในขณะที่ที่ดินว่างเปล่าราคา 450 บาทต่อตารางเมตร ส่วนค่าเช่าที่ดินในเขตอุตสาหกรรมสีหนุวิลราคาสูงอยู่ที่ 24,000 บาทต่อตารางเมตร ต่ำสุดอยู่ที่ 6,000 บาทเท่านั้น ส่วนที่ดินว่างเปล่า 150 บาทต่อตารางเมตร แต่ถ้าเป็นค่าเช่าสำนักงานในตัวเมืองอยู่ที่ 450 ถึง 750 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ที่ในทำเลไม่ดีราคาก็ถูกลงมาอีก ในขณะที่ค่าเช่าโรงงานสำเร็จรูปราคาอยู่ที่ 40 – 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สำหรับค่าเช่าคลังสินค้าราคาอยู่ที่ 30-60 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
เราพอจะเห็นข้อมูลเพียงต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมดครับ ยังอีกหลายประเภท เรารู้ต้นทุนของแต่ละประเทศยังไม่พอ เราต้องสามารถที่จะเปรียบเทียบให้ได้ว่า ต้นทุนเชิงเปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศ อะไรที่ถูกว่า และในหนึ่งธุรกิจเดียวกัน เราจะลงทุนที่ไหนดีที่จะทำให้เราได้ประโยชน์ และเสียค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจที่ต่ำที่สุดครับ