ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคผลไม้สด ทั้งผลไม้ภายในประเทศ และผลไม้นำเข้า ทั้งนี้กล้วยหอมและสัปปะรด เป็นผลไม้นำเข้ายอดนิยมของญี่ปุ่น โดยในปี 2004 มะม่วงได้กลายเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความยอดนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศญี่ปุ่น
โดยตั้งแต่ประมาณปี 2004 เป็นต้นมา มะม่วงได้กลายเป็นผลไม้นำเข้าที่กำลังมีความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับสถานะภาพรวมของการนำเข้าในปี 2014 ญี่ปุ่นนำเข้ามะม่วงสดทั้งสิ้นรวม 7,354 ตัน คิดเป็นมูลค่า 35.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีการนำเข้ามากที่สุดจากเม็กซิโก 2,849 ตัน ร้อยละ 38.7 รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ 1,300 ตัน ร้อยละ 17.7 ไทย 1,129 ตัน ร้อยละ 16.7 และ ไต้หวัน 759 ตัน ร้อยละ 10.3 ตามลำดับนอกนั้นมีการนำเข้าจากเปรู บราซิล ดอมินิกัน สหรัฐ ฯลฯ ด้วยแต่มีปริมาณน้อยมาก ทั้งนี้เมื่อดูแนวโน้มการนำเข้าในระยะที่ผ่านมา ปริมาณการนำเข้าโดยรวมของญี่ปุ่นได้เพิ่มสูงสุดในปี 2004 ขณะที่มูลค่าอยู่ในระดับคงตัวแม้จะมีเพิ่มหรือลดลงบ้าง อย่างไรก็ตามแม้ว่าการนำเข้าโดยรวมจะลดลง แต่การนำเข้าจากบางประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สำหรับการนำเข้ามะม่วงจากไทยไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มขยายตัวมาตามลำดับ คือ มูลค่าได้ขยายตัวจาก 2.44 ล้านเหรียญฯ ในปี 2003 เป็น 7.04 ล้านเหรียญฯในปี 2014 และในด้านปริมาณแม้จะไม่มากนัก ก็ได้ขยายตัวจาก 1,099 ตันเป็น 1,229 ตัน โดยนำเข้าสูงสุดจากไทยเมื่อปี 2012 คือ 1,773 ตัน เห็นได้จากสัดส่วนตลาดของมะม่วงไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด คือ จากร้อยละ 8.9 ของปริมาณการนำเข้ารวมในปี 2003 เป็นร้อยละ16.7 ในปี 2014 ทั้งนี้คู่แข่งที่สำคัญของมะม่วงไทยในตลาดญี่ปุ่นปัจจุบัน คือ มะม่วงจากไต้หวัน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวของส่วนแบ่งตลาดมาเป็นลำดับเช่นกัน โดยได้ขยายส่วนแบ่งตลาดจากร้อยละ 3.6 ปี 2003 เป็นร้อยละ 10.3 ในปี 2014 จนกลายเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4
ในปัจจุบันมีการนำเข้ามะม่วงจากไทยและการแข่งขันกับมะม่วงจากแหล่งอื่น ๆ มะม่วงไทย ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้ามะม่วงจากไทยได้แล้ว 5 พันธุ์ คือ หนังกลางวัน เริ่มนำเข้าได้ตั้งแต่ปี 1987 น้ำดอกไม้ พิมเสนแดง แรด ปี 1993 และล่าสุดคือพันธุ์มหาชนก ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปี 2008

Apple Mango
ส่วนมะม่วงปลูกในญี่ปุ่น ประมาณร้อยละ 96 เป็นประเภท Apple Mango พันธุ์ Aawin มีผิวสีแดง เนื้อสีส้ม มีขนาดผลใหญ่ ตั้งแต่ 400-500 กรัมขึ้นไป ทำการปลูกในเรือนกระจกจึงมีต้นทุนสูงและจำหน่าย ในราคาแพงมาก คือ ประมาณ 3,000-5,000 เยน/กก. ปลูกมากในจังหวัดโอกินาวา มิยาซากิ และคาโกชิมา ทั้งสองจังหวัดอยู่ตอนใต้ของญี่ปุ่นในเกาะกิวชิว ฯลฯ ฤดูกาลของมะม่วงญี่ปุ่นคือ ระหว่าง มี.ค. ถึง ส.ค. อาจกล่าวได้ว่ามะม่วงของญี่ปุ่นมิได้เป็น คู่แข่งโดยตรงกับมะม่วงของไทย เนื่องจากมะม่วงที่ปลูกในญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงคือ มะม่วงจากจังหวัดมิยาซะกิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้บนเกาะกิวชิว โดยเฉพาะที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Taiyo-no-tamago”(Egg of the Sun) จัดว่าเป็นมะม่วงเกรดพรีเมียม ในขณะที่มะม่วงนำเข้า ราคาไม่เกิน 400-500 เยน ผู้บริโภคจึงมักจะซื้อมะม่วงของญี่ปุ่นเพื่อให้เป็นของขวัญ
กฏระเบียบและอัตราภาษีนำเข้า ระเบียบการนำเข้า มะม่วงที่จะนำเข้าไปยังญี่ปุ่นได้จะต้องผ่านการอบไอน้ำ (Vapour heat treatment) ตามเงื่อนไขซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยสามารถขอรับใบรับรองสุขอนามัยพืชได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช (สอพ.) โทรศัพท์: 02-940-7082 ต่อ 115-116 ภาษีนำเข้า มะม่วงนำเข้าญี่ปุ่น ปัจจุบันไม่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงสด หรือมะม่วงอบแห้ง
โอกาสของมะม่วงไทยในตลาดญี่ปุ่นเป็นที่เชื่อได้ว่าการนำเข้าที่มีแนวโน้มลดลงนั้นมิใช่เนื่องจากความต้องการที่ลดลง แต่เป็นปัญหาของอุปทาน ซึ่งเกิดจากปริมาณมะม่วงจากฟิลิปปินส์ที่ลดลง ประกอบกับรสชาติ คุณภาพและราคาของมะม่วงไทยมีความได้เปรียบกว่า ไม่ว่าจะเทียบกับมะม่วงฟิลิปปินส์และเม็กซิโกก็ตาม จึงทำให้มะม่วงไทยสามารถเข้าไปตอบสนองความต้องการของตลาดและสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากฟิลิปปินส์และเม็กซิโกมาได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจเป็นจุดอ่อนของไทย คือ ความไม่สม่ำเสมอของผลผลิตและปริมาณที่สามารถส่งออกไปยังญี่ปุ่น โดยที่ผ่านมา บางปีได้มีปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของผู้นำเข้า ซึ่งหากสามารถแก้ปัญหานี้ได้ คาดว่าในระยะยาวมะม่วงของไทยจะสามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งได้ในตลาดญี่ปุ่น

วุ้นมะม่วงสไตร์ญี่ปุ่น
เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นนิยมรับประทานขนมหวานกันมาก ผู้ประกอบการจึงควรใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำมะม่วงมาแปรรูปเป็นขนมรูปแบบต่าง ๆ อาทิ มะม่วงอบแห้ง มะม่วงแช่แข็ง มะม่วงในรูปของ Puree หรือ ขนมหวานที่ใช้มะม่วง ฯลฯ เพื่อขยายขอบเขตสินค้าและสามารถส่งออกได้ทั้งปี อีกทั้งยังเป็นการช่วยระบายผลผลิตที่มีมากเกินไปในปีที่ผลผลิตล้นตลาดด้วย
สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ นครโอซากา