ทูตพาณิชย์ ชี้โอกาสธุรกิจในอินโดนีเซีย


สัมภาษณ์พิเศษนาย Arif Suyoko ทูตพาณิชย์อินโดนีเซียประจำประเทศไทย (Minister Counsellor) มองบทบาทความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย, โอกาสธุรกิจระหว่างสองประเทศ, อุปสรรคทางการค้า และเออีซี

-มองอนาคตความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียอย่างไร

ในปีนี้ เราฉลองครบรอบ 65 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและอินโดนีเซีย และเรามองเห็นความก้าวหน้าในแง่ของความสัมพันธ์ทางการค้า และเห็นพัฒนาการทางการการค้าปีต่อปี, ในปี 2013 มูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศอยู่ที่ 19,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับในปี 2014 ตัวเลขตกลงมานิดหน่อย อยู่ที่กว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ในปีนี้ จากที่เราได้เห็นเทรนด์การค้าระหว่างทั้งสองประเทศในไตรมาสแรก แนวโน้มการค้านั้นลดลงทั้งในไทยและอินโดนีเซีย เนื่องจากเรายังเผชิญกับภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของอินโดนีเซีย

สำหรับการลงทุน ผมมองเห็นความก้าวหน้าของนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในอินโดนีเซีย ในปีที่แล้วตัวเลขอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้นับรวมการลงทุนไทยในภาคการเงินและธุรกิจน้ำมันและก๊าซ, ในปีนี้ ผมคาดว่ามูลค่าการลงทุนไทยในอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้น เพราะมีโอกาสที่ใหญ่สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนในอินโดนีเซีย นอกจากนั้น เรายังเห็นนักลงทุนอินโดนีเซียมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

-นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียในธุรกิจใดบ้าง

ในช่วงเริ่มแรก นักลงทุนไทยลงทุนแทบทั้งหมดในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ, ถ่านหินและวัตถุดิบ (raw material) แต่ในปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนได้เปลี่ยนไป เนื่องจากอินโดนีเซียไม่อนุญาตให้ส่งออกวัตถุดิบอีกต่อไป ดังนั้นนักลงทุนไทยจึงเริ่มลงทุนในเซ็คเตอร์อื่น เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, ยานยนต์, การเงิน (financial) และการบริการ

-โอกาสธุรกิจในแต่ละพื้นที่ของอินโดนีเซีย

ถ้าต้องการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เกาะชวา (Java Island) เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด แต่ถ้าอยากจะพัฒนาในอุตสาหกรรมการเกษตร ผมคิดว่าไปที่เกาะสุมาตราและเกาะกาลิมันตัน ถ้าบริษัทไทยต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมประมง ภาคตะวันออกของอินโดนีเซียเป็นสถานที่ที่ใช่

-นักธุรกิจอินโดนีเซียลงทุนในธุรกิจใดบ้างในประเทศไทย

จากการเก็บประวัติ มีนักธุรกิจอินโดนีเซียมาลงทุนในไทยในธุรกิจมีเดีย, อุตสาหกรรมเคมิคอล, การขนส่ง (transportation) เป็นต้น

-สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักทางการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซีย

โดยพื้นฐานแล้ว ไม่มีประเด็นใหญ่อะไรที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างอินโดนีเซียและประเทศไทย ถ้าพูดถึงเรื่องอุปสรรคการค้าจากภาษี (tariff barriers) อินโดนีเซียและไทยเป็นสมาชิกอาเซียน และเราให้คำมั่นที่จะลดภาษี ไทยและอินโดนีเซียก็ได้ลดภาษีลงแล้ว ในบางสินค้าก็เหลือ 0% ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคทางภาษีต่อการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

แต่สำหรับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) อาจจะมีอุปสรรคบางอย่าง สำหรับอินโดนีเซีย เรามีข้อพิพาท (dispute) ในสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่างจากไทย เพราะมีข้อห้ามบางอย่างหรือมาตรการปกป้อง (safeguard measures) สำหรับสินค้าไทยบางอย่าง แต่ผมไม่อยากจะลงรายละเอียด

-เมื่อเวลาผ่านไป อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะลดลงหรือไม่

แน่นอน เพราะเราอยู่ในอาเซียน เราให้คำมั่นที่จะลดภาษีสู่ 0% และในหมู่ประเทศในอาเซียนก็กำลังลดภาษี สิ่งที่ผมพูดเรื่องข้อพิพาทระหว่างไทยกับอินโดนีเซียมีอยู่ในสินค้าจำนวนน้อยมากเท่านั้น ไม่ได้มากมาย โดยพื้นฐานแล้ว เราไม่ได้มีอุปสรรคใหญ่โตในการทำธุรกิจระหว่างอินโดนีเซียและประเทศไทย

-กลยุทธ์ในการเสริมแกร่งการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ผมคิดว่าเราต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน (complement each other) เช่น ในอินโดนีเซีย อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น และผมสังเกตว่านักลงทุนไทยที่ทำธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนเพิ่มขึ้นมาที่อินโดนีเซีย จึงมีโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่จะมาลงทุนในอินโดนีเซีย นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอาหารในอินโดนีเซียก็เป็นโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่จะมาลงทุนในอินโดนีเซีย รวมถึงโอกาสในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) และโครงสร้างพื้นฐาน หากบริษัทไทยสนใจลงทุนในเซ็คเตอร์เหล่านี้ เรายินดีต้อนรับ

-สิ่งที่บริษัทไทยควรคำนึงก่อนไปทำธุรกิจในอินโดนีเซีย

ตลาดผู้บริโภคในอินโดนีเซียนั้นใหญ่มาก 250 ล้านคน แต่การจะเข้ามาหรือมาลงทุนในอินโดนีเซีย นักลงทุนไทยไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติกลุ่มเดียวในอินโดนีเซีย เวลานักลงทุนไทยเข้ามาในอินโดนีเซีย พวกเขาต้องคิดถึงการแข่งขันกับนักลงทุนรายอื่น ผมเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องปกติในโลกธุรกิจ แต่บริษัทไทยบางแห่งอาจมองเป็นปัจจัยที่ทำให้ย่อท้อ (discourage factor) แต่ถ้าบริษัทไทยสามารถเอาตัวรอดได้ในเฟสแรกของการลงทุนในอินโดนีเซีย พวกเขาก็จะได้รับประโยชน์จากตลาดอินโดนีเซีย

-การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปลายปีนี้ จะมีความหมายอย่างไรต่อนักธุรกิจไทยและอินโดนีเซีย

คอนเซ็ปต์ของเออีซี ก็คือ การเคลื่อนไหวเสรีของการลงทุน อะไรอย่างนั้น จริงๆแล้วในแง่ของการค้าเสรี (free trade) ประเทศในอาเซียนได้ลดภาษีไปแล้ว และเออีซีจะนำโอกาสสำหรับการลงทุนสำหรับทั้งสองประเทศ แต่เราไม่ควรคิดว่า ในปลายปีนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงทันที ไม่ใช่อย่างนั้น มันจะค่อยๆเป็นไป เป็นกระบวนการที่พัฒนาไป ผมคิดว่าการทำให้เออีซีเป็นจริงนั้นเป็นหนทางอีกยาว (long way) ดังนั้นปลายปี 2558 เป็นแค่ไมล์สโตนที่เราจะก่อตั้งเออีซี… เป็นกระบวนการที่ยาวนาน (long process)

ยกตัวอย่างเช่น การไหลเวียนอย่างเสรีของแรงงานมีฝีมือ (free movement of skilled labor) ในหมู่ประเทศอาเซียน ก็ยังมีการเจรจาที่ร้อนแรงและยากลำบากในหมู่ประเทศในอาเซียน และเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเวลาอันสั้น จริงๆแล้วเราต้องการกระบวนการที่ยาว

ทั้งนี้ มีความกังวลจากในแต่ละประเทศในอาเซียน เช่น ในอินโดนีเซีย ผู้คนก็กังวลว่าเมื่อถึงการเปิดเออีซี จะมีแรงงานต่างชาติจำนวนมากเข้ามาในอินโดนีเซีย, ในประเทศไทย ผมก็สังเกตว่ามีความกังวลว่า ถ้ามีการเปิดเออีซี จะมีแรงงานต่างชาติจำนวนมากขึ้นๆเข้ามาในไทย และนี่เป็นสิ่งที่เราสังเกตว่ามีอยู่ในประเทศในอาเซียน

ในการตอบสนองต่อความกังวลนี้ บางประเทศก็ได้สร้าง “อุปสรรค” (barriers) ขึ้นมา อุปสรรคเหมือนกันก็คือ เรื่องภาษา เช่น ประเทศไทยจะทำให้เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแรงงานต่างชาติที่ต้องพูดภาษาไทย อินโดนีเซียก็ทำเหมือนกัน รวมถึงประเทศอื่น แต่ผมเชื่อว่าไม่มีการใช้คำว่าอุปสรรค นี่เป็นการสังเกตของผม

เครดิตภาพจาก http://en.tempo.co/