ประกันชีวิตกับประกันบำนาญ ซื้ออะไรดีกว่ากัน ?


 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคำถามนี้ตอบได้ยากมาก เพราะเป็นการเปรียบเทียบ 2 สิ่งที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน จริงอยู่ที่ทั้งคู่เป็นประกันเหมือนกัน แต่ก็มีวัตถุประสงค์จัดการความเสี่ยงคนละประเภท จึงยากที่จะเปรียบเทียบกันได้
 
ประกันชีวิต เหมาะสำหรับคนที่มีภาระทางการเงินเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเลี้ยงครอบครัว ที่กลัวว่าหากตัวเองจากโรคนี้ไปแล้วคนที่อยู่ข้างหลังจะได้รับความลำบากจากภาระการเงินที่ทิ้งเอาไว้ จึงเลือกทำประกันชีวิตเพื่อให้มั่นใจว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่ในโลกนี้แล้วคนข้างหลังยังสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ดังนั้นประกันชีวิตอาจไม่ใช่ความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีประกันชีวิต เพราะคนเราแต่ละคนมีภาระการเงินที่ไม่เหมือนกัน เด็กเรียนจบใหม่ทำงานหาเงินดูแลแค่ตัวเอง พ่อแม่มีงานทำมีเงินเก็บ หรือมีบำนาญแบบนี้เขาก็อาจไม่ต้องทำประกันชีวิตก็ได้ เพราะแม้ว่าเขาจะเสียขีวิตไปพ่อแม่ก้ยังดูแลตัวเองได้ พูดแบบนี้แล้วบางท่านอาจจะแย้งว่ายังไงการทำประกันไว้ก็ยังดีกว่าไม่ทำ จะได้มีเงินก้อนทิ้งไว้ให้พ่อแม่ ถ้ามองในแง่ของความจำเป็นยังถือว่ามีความจำเป้นไม่สูงเท่าไหร่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่พึ่งสร้างครอบครัวและหาเลี้ยงลูก ถามคนส่วนใหญ่ว่ามีประกันชีวิตไหมส่วนมากมีเกือบทุกคน แต่ถ้าถามว่าประกันไว้เท่าไหร่ตัวเลขคือ 100,000-200,000 บาท คำถามคือมันพอสำหรับคนข้างหลังหรือไม่ ถ้าถึงวันนึงที่คุณจากโลกนี้ไปแล้ว 
 
ตัวอย่างเช่น นายสมาร์ท เป็นคุณพ่อลูก 2 ทำธุรกิจส่วนตัวมีเงินเก็บอยู่ 500,000 บาท มีหนี้สินจากการทำธุรกิจ 1,000,000 บาท หนี้บ้านอีก 1,000,000 บาท สมาร์ทวางแผนการเงินไว้หากตายไปก็ทิ้งเงินเก็บไว้ให้ภรรยาและลูกสัก 1,000,000 บาทเพื่อตั้งต้นและสงเสียให้ลูกเรียนจบ ปัจจุบันสมาร์ทมีวงเงินประกันอยู่ 1,000,000 บาทอยู่แล้ว เขาควรทำเพิ่มหรือไม่ ถ้าควรต้องทำเพิ่มอีกเท่าไหร่ 
คำตอบคือ สมาร์ทอาจพิจารณาจากการทำประกันชีวิตเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท รวมเป็น 2.5 ล้านบาท
 
สูตรคำนวณทุนประกันชีวิตคือ ทุนประกันชีวิต = ภาระหนี้สิน + เงินที่ต้องการทิ้งไว้กับคนข้างหลัง – ทรัพย์สิน – เงินประกันเดิมที่มีอยู่
ครั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าการประกันเป็นการจัดการความเสี่ยงที่มีต้นทุน ไม่ใช่ได้มาฟรี ดังนั้นต้องพิจารณาความจำเป็นประกอบการซื้อด้วยเสมอ และถ้าจะให้ดีต้องซื้อประกันชีวิตแบบที่เหมาะสมด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีตัวแทนประกันชีวิตบางคนที่ไม่มีความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง มักเน้นขายแต่ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ โดยไม่ดูความจำเป็นของผู้ซื้อ ว่าต้องการขายอะไร ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงกรณีที่เสียชีวิต ไม่ใช่เครื่องที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการออม หรือการลงทุน ดังนั้นประกันชีวิตที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดการความเสี่ยงในกรณีที่เสียชีวิตมากกว่า ก็คือประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ไม่ใช่ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ ที่เบี้ยประกันแพงกว่ากันมาก ถ้าคุณซื้อประกันแบบตลอดชีพ ทุนประกัน 1,000,000 บาท คุณจะจ่ายเงินประกันแค่ หมื่นกว่าบาทต่อปี ตรงข้ามกับถ้าคุณเอาเบี้ยหมื่นกว่าบาทดังกล่าวไปซื้อประกันแบบออมทรัพย์คุณจะได้ความคุ้มครอง 100,000 บาทเท่านั้น
 
ส่วนประกันแบบบำนาญ นั้นเป็นเครื่องมือประกันในการจัดการความเสี่ยงเหมือนกัน แต่เป็นความเสี่ยงกรณีที่แก่ตัวไปแล้วยังไม่ตาย แต่ไม่มีเงินจะใช้ ประกันรูปแบบนี้เป็นประกันที่ออกแบบมาขึ้นมาเพื่อเครื่องมือในการวางแผนการเกษียณ โดยให้ผู้ซื้อประกันออมเงินเข้าไปทุกปี แล้วทยอยจ่ายคืนพร้อมผลตอบแทน เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปีแล้วแต่สัญญา ซึ่งหากผู้ซื้อประกันจ่ายก่อนเกษียณก็จะมีส่วนที่เป็นการคุ้มครองให้ด้วย แต่ถ้าหากเสียชีวิตระหว่างรับเงินเกษียณก็มีเงินก้อนให้ตามสัญญา
 
ข้อเสียนิดหน่อยของประกันประเภทนี้ก็คือ เบี้ยประกันค่อนข้างแพง แต่ถ้ามองให้แง่ของการสะสมเงินก็ถือว่าเป้นข้อเสียที่ยอมรับได้ ครั้นนี้การซื้อประกันแบบบำนาญอาจต้องพิจารณาร่วมกับกับการสะสมทรัพย์สินอื่นๆด้วย โดยการซื้อเงินบำนาญส่วนหนึ่ง เก็บออมส่วนหนึ่ง หรือสร้างทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสดอีกส่วนหนึ่งควบคู่ไปด้วย
 
………………………………………………………………………………………………………..
 
*** ดังนั้นการทำประกันทั้ง 2 แบบไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าอะไรดีกว่ากัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ว่าคุณพิจารณาความเสี่ยงเรื่องใดมากกว่า ประกันแต่ละแบบ แต่ละประเภทมีลักษณะหน้าที่แตกต่างกันไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อประกันเองต้องรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือไม่ และเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้องตามประเภทความเสี่ยงของตัวเอง