ภาษีคาร์บอน

SME ไทยกับภาษีคาร์บอน เมื่อ ‘ค่าอากาศ’ กลายเป็นต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้

ในวันที่โลกกำลัง “เดือด” มาตรการภาษีคาร์บอนไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ SME ต้องเร่งปรับตัว เพื่อเปลี่ยนจาก “ภาระทางการเงิน” ให้กลายเป็น “แต้มต่อทางการค้า” ในตลาดโลก

 

ภาษีคาร์บอนคืออะไร และเกี่ยวอะไรกับเรา?

 

หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คือการเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจครับ เปรียบเสมือนหลักการ “ใครทำเลอะ คนนั้นต้องจ่าย” (Polluter Pays Principle) โดยรัฐบาลหรือคู่ค้าต่างประเทศจะเปลี่ยนปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยออกมาให้กลายเป็นตัวเลขทางการเงิน ซึ่งความเกี่ยวข้องกันนี้รุนแรงกว่าที่คิด เพราะแม้ SME บางรายจะไม่ได้ส่งออกโดยตรง

 

 

แต่หากคุณอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทใหญ่ คุณจะถูกกดดันให้แสดงตัวเลขการปล่อยคาร์บอน หากเราปล่อยสูง สินค้าเราจะถูกมองว่ามีต้นทุนแฝงที่แพงขึ้น จนอาจถูกคู่ค้าตัดรายชื่อออกเพื่อรักษามาตรฐานความยั่งยืนของเขาเอง

 

SME ต้องรับมือและเตรียมพร้อมอย่างไร?

ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำ “บัญชีคาร์บอน” หรือการสำรวจตัวเองว่าธุรกิจของเราปล่อยก๊าซจากจุดไหนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน กระบวนการผลิตในโรงงาน หรือแม้แต่การขนส่งสินค้า เมื่อรู้จุดอ่อนแล้ว SME ควรเริ่มวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีที่ทำได้จริง เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED, การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟระยะยาว หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเตรียมพร้อมรับมือภาษี แต่คือการลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operational Cost) ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด และยังเป็นการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจให้ดู “สะอาด” พร้อมรับการลงทุนหรือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติในปัจจุบัน

 

 

การทำบัญชีคาร์บอน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มันคือการทำ “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” แต่เปลี่ยนจากสกุลเงินเป็น “ปริมาณก๊าซเรือนกระจก” แทน

 

นี่คือ 5 ขั้นตอนแรกที่ SME สามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง

 

  1. กำหนด “ขอบเขต” ที่จะวัด (Define Scope)

ก่อนเริ่มต้องเลือกว่าจะวัดคาร์บอนจากส่วนไหนบ้าง เช่น วัดเฉพาะในออฟฟิศ หรือรวมโรงงานผลิตด้วย โดยปกติจะแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก:

 

Scope 1: ก๊าซที่เราปล่อยโดยตรง (เช่น รถขนส่งบริษัท, เครื่องจักร)

 

Scope 2: ก๊าซทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (เช่น ค่าไฟฟ้า)

 

Scope 3: ก๊าซจากห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัตถุดิบจากคู่ค้า – SME เริ่มจาก Scope 1 และ 2 ก่อนจะง่ายที่สุด

 

  1. รวบรวม “บิลค่าใช้จ่าย” ย้อนหลัง (Data Collection)หัวใจของบัญชีคาร์บอนคือ “ตัวเลขจริง” ให้รวบรวมเอกสารย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี ดังนี้
  • บิลค่าไฟฟ้า: (หน่วยเป็น kWh)
  • บิลค่าน้ำมัน: (หน่วยเป็นลิตร สำหรับรถบริษัทหรือเครื่องจักร)
  • ปริมาณน้ำยาแอร์ที่เติม: (กรณีมีการซ่อมบำรุง)
  • น้ำหนักขยะ: (ถ้ามีการชั่งน้ำหนักขยะในออฟฟิศ)

 

  1. แปลงร่างตัวเลขเป็น “คาร์บอน” (Calculation)นำตัวเลขที่ได้จากข้อ 2 มาคูณกับ “ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (Emission Factor)” ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่องค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กำหนดไว้

สูตรคำนวณ: $ปริมาณการใช้ (Activity Data) \times ค่า Emission Factor = ปริมาณคาร์บอน (kgCO_2e)$

 

  1. หา “ตัวร้าย” ที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด (Identify Hotspots)เมื่อคำนวณเสร็จแล้ว ให้ลองนำมาทำกราฟดูว่าส่วนไหนในบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด เช่น พบว่า “ค่าไฟฟ้า” คิดเป็น 70% ของคาร์บอนทั้งหมด จุดนี้แหละครับคือจุดที่เราต้องเริ่มจัดการก่อนเพื่อน

 

  1. วางแผน “ลด” และ “บอกต่อ” (Action & Communication)เมื่อรู้ต้นเหตุแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายการลดที่จับต้องได้ เช่น
  • เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทั้งหมดเพื่อลด Scope 2
  • วางแผนเส้นทางขนส่งใหม่เพื่อลด Scope 1
  • นำข้อมูลนี้ไปใส่ใน Profile บริษัทเพื่อเสนอขายงานให้กับคู่ค้าที่เน้นความยั่งยืน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจทันที

 

สุดท้ายนี้ อยากให้มองว่าภาษีคาร์บอนไม่ใช่ “อุปสรรค” แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ให้เรายกระดับธุรกิจ SME ที่ปรับตัวไวและเริ่มลงมือทำก่อนในวันนี้ จะไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่รอดจากกำแพงภาษี แต่จะเป็นกลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ที่คว้าโอกาสจากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกที่พร้อมจ่ายให้กับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่กระแส แต่มันคือผลกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ