หลายคนวาดฝันอยากได้สวัสดิการรัฐฯ ที่ดี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาล เงินบำนาญเลี้ยงชีพ เพราะเมื่อมองดูต่างประเทศอื่นก็เกิดความอิจฉา โดยเฉพาะพวกฝรั่งที่สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสุขสบาย เดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ แบบสบายใจ
แต่รู้หรือไม่ว่า? การจะได้มาถึงรัฐสวัสดิการก็ต้องแลกกับเรื่องที่ต้องทำ ก่อนที่จะได้รับคืนมากลับมาภายหลัง

โมเดลกลุ่มนอร์ดิก อย่าง เดนมาร์ก, สวีเดน, ฟินแลนด์, นอร์เวย์ คือต้นแบบสวัสดิการที่คนทั่วโลกอยากได้ แต่ต้องแลกกลับสิ่งให้ไปในอัตราที่สูง โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ถูกยกให้เป็นรัฐสวัสดิการในฝัน ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย สุขภาพถ้วนหน้า เงินชดเชยว่างงานที่สูง และการดูแลผู้สูงอายุโดยรัฐ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมานั้นชัดเจนมากในเรื่องอัตราภาษีที่สูง เดนมาร์ก 55.56%, ฟินแลนด์ 51.25%, นอร์เวย์ 47.2% และสวีเดน 57% ResearchGate เปรียบเทียบกับไทยที่อัตราสูงสุดอยู่ที่ 35% เท่านั้น โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจ คือระบบภาษีนอร์ดิกไม่ได้เก็บแค่คนรวย แต่เก็บสูงจากคนชั้นกลางด้วย เช่น อัตราสูงสุดของเดนมาร์กที่ 60.4% เริ่มเก็บจากรายได้ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศเพียง 1.2 เท่าเท่านั้น หมายความว่าคนทำงานทั่วไปก็ถูกเก็บภาษีสูง ไม่ใช่แค่เศรษฐีอย่างเดียว และเมื่อรวมทุกภาษี เช่น VAT 25%, เงินสมทบประกันสังคม เข้าด้วยกัน จะทำให้กลุ่มนอร์ดิกอาจตัดรายได้รวมของประชาชนได้ถึง 65-70%
แน่นอนว่าสิ่งที่ประชาชนได้รับกลับมา ได้แก่ การศึกษาฟรีทุกระดับ, การรักษาพยาบาลฟรีทุกคน, เงินชดเชยว่างงานสูง และความมั่นคงตลอดชีวิต
ขณะที่โมเดลของ ‘เยอรมนี’ มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมีสวัสดิการครอบคลุม แต่แลกด้วยเงินสมทบหลายก้อนพร้อมกัน ซึ่งเยอรมนีใช้ระบบประกันสังคมแบบบังคับในหลายมิติพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ประกันสุขภาพอย่างเดียว แต่ยังมีประกันบำนาญ 18.6% (นายจ้าง+ลูกจ้างคนละครึ่ง), ประกันการว่างงาน 2.6%, ประกันสุขภาพ 14.6% โดยแบ่งจ่ายกันคนละครึ่งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อรวมทุกอย่างแล้ว คนโสดไม่มีบุตรในเยอรมนีจ่ายเงินสมทบประกันสังคมรวมประมาณ 42.5% ของเงินเดือนก่อนหักภาษี

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ชัดเจนทั้ง ระบบประกันสุขภาพครอบคลุม, เงินบำนาญรัฐ, เงินชดเชยว่างงาน (Bürgergeld) และการลาคลอดพร้อมเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนของสิ่งที่ต้องแลก ประชาชนต้องทำความเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในระบบประกันสังคมไหน มีหน้าที่อะไรบ้าง และต้องยื่นเอกสารภาษีด้วยตัวเองทุกปีอย่างละเอียด
ด้านประเทศในอาเซียนอย่าง ‘สิงคโปร์’ ได้ใช้โมเดลที่แตกต่างออกไป โดยรัฐบาลไม่ได้ให้สวัสดิการแบบ “รับฟรี” แต่ใช้ระบบ CPF (Central Provident Fund) ที่บังคับออมเพื่ออนาคตของตัวเอง ควบคู่กับการที่รัฐดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้มีคุณภาพสูง ดังนั้น คนสิงคโปร์ถูกมองว่ายอมรับ “สัญญาประชาคม” กับรัฐบาล โดยยอมสละเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิพลเมืองบางส่วน เพื่อแลกกับหลักประกันพื้นฐาน ได้แก่ ความปลอดภัย การศึกษา ความมั่งคั่ง ที่อยู่อาศัยราคาสมเหตุสมผล และการดูแลสุขภาพ
สำหรับประเทศไทยการที่จะเดินไปสู่รัฐสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องกลับไปทบทวนโครงสร้างหลายด้าน เพื่อหารายได้เข้ามาตอบโจทย์การเป็นรัฐสวัสดิการ โดยแบ่งออกเป็นประเด็น ดังนี้
1.เพิ่มรายได้จากภาษีฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดก, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการกระจายรายได้
2.มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เกิดความคุ้มค่า และประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ
3.เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
4.ปรับปรุงระบบภาษีเงินได้ ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล รวมถึงดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี และเลิกลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น
5, นำภาษีรูปแบบใหม่เข้ามาใช้ เช่น ภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์, ภาษีคาร์บอน
6.ให้ประชาชนมีส่วนร่วม กำหนดและตรวจสอบนโยบายรัฐฯ พัฒนาข้อมูลทางการคลัง เช่น ข้อมูลด้านภาษี, รายจ่ายของรัฐฯ, การสื่อสารถึงประชาชนถึงประโยชน์ของเงินภาษีที่จะย้อนกลับมาสู่ตัวเอง
ภาระภาษีมักถูกมองว่าเป็น “สัญญาประชาคม” ระหว่างรัฐบาลและประชาชน โดยมีความคาดหวังว่าจะได้รับระบบสวัสดิการที่เข้มแข็งและทำงานได้จริงเป็นการตอบแทน ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ทุกโมเดลสะท้อนให้เห็นตรงกันคือ ไม่มีประเทศใดในโลกที่สวัสดิการรัฐดีโดยที่ประชาชนไม่ต้องจ่าย ความแตกต่างอยู่ที่ว่าแต่ละสังคมเลือก “จ่าย” ในรูปแบบใด อาจจะเป็นรูปภาษี, เสรีภาพ, ความเป็นส่วนตัว หรือความเป็นอิสระในการตัดสินใจ แต่บทสรุปสุดท้าย สิ่งที่ทำวันนี้จะย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองในวันข้างหน้า
เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
Post Views: 87