SME

SME ไทย 21% เสี่ยงปิดกิจการภายใน 3 เดือน ต้นทุนสูง-กำลังซื้อหด-ขึ้นราคาสินค้าไม่ได้

เรียกว่าการเป็นผู้ประกอบการ SME รับบทบาทเป็นนายตัวเองกับโลกปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุม อย่างวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้ามาซ้ำเติมจากเดิมเรื่องของเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวสักเท่าไหร่เพิ่มขึ้นไปอีก

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นโดมิโน่ที่กระทบในวงกว้าง จนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผลสำรวจของสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยผลสำรวจ พบว่า SME ไทย ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงถึง 96.7% แบ่งเป็นกระทบปานกลางถึงมาก 56.6%, กระทบน้อย 40.1% และไม่กระทบ 3.3%

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือการอยู่รอดของธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการ 21.3% บอกว่าธุรกิจจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของผู้ประกอบการเลยทีเดียว ขณะที่ 59.1% อยู่ได้ 3-6 เดือน, 15.1% อยู่ได้ 7-12 เดือน และ 4.5% อยู่ได้เกิน 1 ปี

 

โดย SME รายย่อยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง จากรายได้ที่ลดลง และต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่มีข้อจำกัดส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ซึ่ง 22.2% ไม่สามารถปรับราคาได้, 48.3% ปรับราคาได้บ้าง, 28.0% ปรับได้บางส่วน และ 1.5% ปรับได้เต็มที่ เหล่านี้ชี้ให้เห็นความอ่อนไหวเรื่องของราคา หากมีการปรับต้องเสี่ยงกับผลลัพธ์ที่ตามมา

 

ขณะเดียวกัน SME ไทยยังต้องเจอกับแรงกดดัน 4 ด้าน ที่ฉุดรั้งศักยภาพด้านการแข่งขัน ดังต่อไปนี้

 

1.สภาพแวดล้อมภายนอก ที่ต้องเจอกับความไม่แน่นอนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายรัฐ

2.ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภคที่เพิ่มสูงขึ้น

3.การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ SME ปรับราคาขายได้อย่างจำกัด

4.การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบยังเป็นอุปสรรคหลัก ทำให้ต้องไปพึ่งพาเงินทุนนอกระบบ รวมถึงขาดการระบบบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม