Molly Tea

Louis Vuitton ฟ้อง Molly Tea ปมดอกไม้ 4 กลีบสะเทือนวงการ ฐานละเมิดลิขสิทธิ์

ร้านชานมที่มีมาสคอตตัวอ้วนกลมยืนต้อนรับหน้าร้าน แก้วสีชมพูที่ถือไปไหนก็ถูกถ่ายรูปลงโซเชียล และเมนูชาดอกมะลิที่กลายเป็นกระแสฮิตในหมู่วัยรุ่นจีน คือภาพจำของ Molly Tea แบรนด์ชานมสัญชาติจีนที่โตเร็วจนน่าตกใจ ก่อตั้งปี 2021 และขยายมากกว่า 2,000 สาขาในจีน และกว่า 50 สาขาในต่างประเทศ รวมถึงไทย ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี

 

แต่ความสำเร็จนี้กำลังเจอบททดสอบที่ไม่มีใครอยากเจอ เมื่อ Louis Vuitton ยักษ์ใหญ่แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส ยื่นฟ้อง Molly Tea ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า และล่าสุดศาลจีนตัดสินให้ Molly Tea ต้องจ่ายค่าเสียหายกว่า 10.3 ล้านหยวน หรือราว 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าโซเชียล แต่เป็นกรณีศึกษาสำคัญเรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่คนทำธุรกิจ หรือคนที่สร้างแบรนด์จำเป็นต้องรู้

 

ย้อนไทม์ไลน์ Molly Tea ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ชูจุดขายที่ชาดอกมะลิผสมกับนมสด และใช้โลโก้รูปดอกไม้สี่กลีบสีดำล้อมเพชรตรงกลาง ปรากฏอยู่บนแก้ว ถุง และสินค้าต่าง ๆ โดยแบรนด์ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโลโก้ดอกไม้สี่กลีบนี้ในจีน แต่คำขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ มีเพียงเครื่องหมายการค้าที่เป็นตัวอักษรจีนของ “Molly Tea” เท่านั้นที่จดทะเบียนสำเร็จ

 

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม 2025 Louis Vuitton ยื่นฟ้อง Molly Tea ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู โดยอ้างว่าโลโก้ดอกไม้สี่กลีบของ Molly Tea คล้ายคลึงกับลายโมโนแกรมดอกไม้สี่กลีบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton ที่จดทะเบียนไว้แล้วในจีน

 

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2026 ศาลประชาชนกลางเมืองซูโจวตัดสินว่า Molly Tea ละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนของ Louis Vuitton จำนวน 7 รายการ สั่งให้ Molly Tea จ่ายค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน (ราว 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมสั่งให้ Molly Tea ประกาศแถลงการณ์บนหน้าเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของตัวเอง เพื่อลบล้างผลกระทบจากการละเมิด

 

หลังคำตัดสิน Molly Tea ประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยฝ่ายแบรนด์และผู้สนับสนุนในโลกออนไลน์เจ้าจีนโต้แย้งว่าลายดอกไม้สี่กลีบไม่ใช่สิ่งที่ Louis Vuitton คิดค้นขึ้นเอง แต่มีรากฐานคล้ายลายดอกลอเรลในสมัยราชวงศ์ถัง จึงควรถือเป็นมรดกลวดลายดั้งเดิมของจีนที่ใครก็ใช้ได้ ขณะเดียวกัน Molly Tea ก็ปรับโลโก้บนมินิโปรแกรมจากสีดำ-ขาวเป็นโลโก้สีสัน ซึ่งนักสังเกตการณ์มองว่าเป็นการแก้เกมชั่วคราวระหว่างรอผลอุทธรณ์

 

 

ประเด็นชวนวิเคราะห์กับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ มองออกเป็น 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

 

  1. หลัก “First-to-File” ตัวตัดสินเกมที่แท้จริง

 

ประเด็นที่คนมักมองข้ามคือ คดีนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ “ใครออกแบบก่อน” แต่ตัดสินกันที่ “ใครจดทะเบียนก่อน” กฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีนใช้หลัก First-to-File คือผู้ที่ยื่นจดทะเบียนก่อนจะได้สิทธิ์ในเครื่องหมายนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ริเริ่มไอเดียจริง ๆ ก็ตาม

 

กรณีนี้ Louis Vuitton จดทะเบียนลายดอกไม้สี่กลีบไว้ในจีนล่วงหน้านานแล้ว ขณะที่ Molly Tea เพิ่งมายื่นขอในปี 2024 และถูกปฏิเสธเกือบทั้งหมด นี่คือจุดที่ทำให้ Molly Tea เสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องพิจารณาคดี

 

  1. “แรงบันดาลใจ” กับ “การละเมิด” เส้นบางที่วัดด้วยความคล้ายคลึง ไม่ใช่เจตนา

 

ฝ่าย Molly Tea อาจไม่ได้ตั้งใจลอกเลียนแบบ แต่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ตัดสินที่เจตนา หากตัดสินที่ “ความเสี่ยงต่อความสับสนของผู้บริโภค” เมื่อโลโก้มีความคล้ายคลึงในระดับที่คนทั่วไปอาจจดจำเชื่อมโยงกับแบรนด์อื่น นั่นเพียงพอให้ถูกฟ้องได้

 

แม้จะมีการอ้างถึงองค์ประกอบทางวัฒนธรรมดั้งเดิมจะถือเป็นสมบัติสาธารณะที่ใครก็ใช้ได้ แต่หลัก First-to-File ยังคงเป็นหัวใจของกฎหมายเครื่องหมายการค้าจีน

 

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ลายดอกไม้จะมาจากศิลปะจีนโบราณจริง แต่ถ้าอีกฝ่ายจดทะเบียนความคล้ายนั้นไปก่อนแล้ว การจะเอาชนะในชั้นอุทธรณ์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการออกแบบของตัวเองมีความคิดริเริ่มและมีความแตกต่างเพียงพอ

 

แน่นอนว่าในยุคที่แบรนด์แข่งกันด้วยภาพจำ และความรู้สึกบนโซเชียลมีเดีย โลโก้ แพ็กเกจจิ้ง และองค์ประกอบภาพ กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเทียบเท่าสูตรสินค้าหรือทำเลร้าน แบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton จึงปกป้องทรัพย์สินเหล่านี้อย่างเข้มงวด เพราะทุกความคล้ายคลึงที่ปล่อยผ่านไปอาจลดทอนความพรีเมียมที่สั่งสมมานับร้อยปี ในทางกลับกัน สำหรับแบรนด์เกิดใหม่ การมีดีไซน์ที่ “คล้ายแบรนด์ดัง” อาจช่วยให้จดจำง่ายในช่วงแรก แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงทางกฎหมายและภาพลักษณ์ในระยะยาว

 

ท้ายที่สุด คดี Molly Tea กับ Louis Vuitton ยังไม่จบ และผลการอุทธรณ์จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าเส้นแบ่งระหว่าง “แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมร่วม” กับ “การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” อยู่ตรงไหนกันแน่ แต่บทเรียนที่ชัดเจนที่สุด คือ ในโลกที่แบรนด์แข่งกันด้วยภาพจำบนโซเชียลมีเดีย “หน้าตา” ของแบรนด์อาจมีค่าพอ ๆ กับตัวสินค้า และการปกป้องมันตั้งแต่วันแรกคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งของธุรกิจ

 

ที่มา: bbc

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ