ฮาลาล

อินโดฯ ยกระดับฮาลาลเต็มขั้น สรุปฉากทัศน์ ความท้าทาย แต้มต่อใหม่ของอาหารไทย

อินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้กฎหมายฮาลาลฉบับใหม่เต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าแปรรูปและระบบโลจิสติกส์ เร่งผู้ส่งออกอาหารไทยให้ปรับตัวด่วน เพื่อเปลี่ยนข้อกำหนดที่เข้มงวดนี้ให้กลายเป็นแต้มต่อทางการค้าในตลาดมุสลิมโลก

 

เมื่อตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซีย เริ่มนับถอยหลังสู่การบังคับใช้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No. 33/2014) อย่างเต็มรูปแบบภายใต้การกำกับของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ในวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ยุคสมัยแห่งการผ่อนผันกำลังจะสิ้นสุดลง ข้อกำหนดใหม่นี้ไม่เพียงแต่ขยายขอบเขตการรับรองฮาลาลครอบคลุมอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิดที่จำหน่ายในประเทศ แต่ยังรวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ฮาลาลทั้งห่วงโซ่อุปทาน

 

 

เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญจากกระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ที่ระบุว่าผู้ประกอบการส่งออกไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากมาตรการที่เข้มงวดให้กลายเป็นแต้มต่อทางการค้าในเวทีระดับโลก

 

อินโดนีเซียจัดเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาลจากมูลค่าการส่งออกรวม ทว่าข้อกำหนดใหม่นี้กำลังเข้ามาชะลอหรือคัดกรองสินค้าหลายประเภทอย่างละเอียด จุดสำคัญของมาตรการอยู่ที่การจำแนกความแตกต่างระหว่าง “กลุ่มสินค้าที่ต้องรับรองฮาลาล” กับ “กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น (Halal Positive List)” อย่างชัดเจน โดยสินค้าเกษตรปฐมภูมิที่จะได้รับการยกเว้น จะต้องเป็นสินค้าที่เป็นฮาลาลตามธรรมชาติและไร้สารเจือปนโดยสิ้นเชิง แต่หากสินค้าเหล่านั้นผ่านกระบวนการแปรรูป มีการปรุงแต่ง เติมซอส เคลือบแวกซ์รักษาความสด เช่น ผลไม้แช่แข็งเติมส่วนผสม ลำไยอบแห้ง หรือแม้แต่พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถอ้างสิทธิ์ใน Positive List ได้อีกต่อไป และต้องผ่านกระบวนการขอใบรับรองฮาลาลอย่างเป็นทางการจาก BPJPH หรือองค์กรรับรองฮาลาลในไทยที่ได้รับความยินยอมก่อนเข้าสู่ตลาด

 

ยิ่งไปกว่านั้น อินโดนีเซียยังยกระดับการควบคุมไปสู่ระดับ ระบบโลจิสติกส์ฮาลาล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการขนส่ง คลังสินค้า การจัดการตู้คอนเทนเนอร์ ไปจนถึงห่วงโซ่ความเย็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าฮาลาลจะไม่มีการปนเปื้อนกับสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ระหว่างทาง ส่งผลให้ผลกระทบตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยในระดับที่แตกต่างกัน สินค้าเกษตรสดที่ไม่เคลือบผิวอาจได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนการรับรองต่ำกว่า แต่ยังคงต้องมีเอกสารยืนยันความโปร่งใสในระบบการผลิต ในขณะที่กลุ่มสินค้าแปรรูป เครื่องดื่ม และอาหารพร้อมทาน จะต้องเผชิญกับการบริหารจัดการต้นทุนการรับรองและขั้นตอนการตรวจสอบที่ซับซ้อนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

อย่างไรก็ตาม การขยับมาตรฐานครั้งนี้ไม่ได้มองเห็นเพียงแค่ข้อจำกัดหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือโอกาสครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย การแข่งขันในตลาดฮาลาลยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่การตัดราคาผลิต แต่เป็นการวัดกันที่มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และระบบบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากหน่วยงานรับรองฮาลาลในประเทศที่ได้รับการยอมรับจาก BPJPH ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าเพิ่ม ปรับระบบโลจิสติกส์ให้สอดรับกับข้อกำหนด ประเทศไทยจะไม่เพียงแค่รักษาฐานตลาดในอินโดนีเซียไว้ได้ แต่ยังสามารถยกระดับตนเองขึ้นเป็นศูนย์กลางและแหล่งจัดหาสินค้าอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดมุสลิมทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ