มหาเศรษฐีเทคโนโลยีกำลังแห่ซื้อทีมกีฬากันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อ้างอิงข้อมูลจาก JPMorgan Private Bank ระบุว่าสัดส่วนตระกูลมหาเศรษฐีที่ถือหุ้นใหญ่ในทีมกีฬาพุ่งขึ้นเป็น 20% จากเดิมเพียง 6% ในปี 2022 และการลงทุนในทีมกีฬายังกลายเป็นสินทรัพย์เฉพาะทางอันดับหนึ่งที่ตระกูลมหาเศรษฐีเลือกลงทุน แซงหน้าทั้งงานศิลปะและรถหรู
ล่าสุด Bret Taylor ประธาน OpenAI ถือหุ้นใน San Francisco 49ers ส่วน Satya Nadella แห่ง Microsoft และ Sundar Pichai แห่ง Google ต่างปิดดีลถือหุ้นส่วนน้อยในทีมกีฬาไปเมื่อปีก่อน
และล่าสุดที่กำลังเป็นข่าวใหญ่คือเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon และคณะที่กำลังจะเข้าถือหุ้นสโมสรลิเวอร์พูล สัดส่วน 30% คิดเป็นมูลค่า 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เพราะอะไร? ทีมกีฬาถึงกลายเป็นสินทรัพย์สุดฮอตของมหาเศรษฐีเทคฯ เหตุผลเบื้องหลังไม่ใช่แค่ความหลงใหลส่วนตัว แต่เป็นตรรกะทางการเงินที่ชัดเจน ทีมกีฬาระดับโลกเป็นสินทรัพย์ที่ “หายาก” เพราะจำนวนทีมมีจำกัด และลีกใหญ่ควบคุมการขยายตัวอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันฐานแฟนก็มีความภักดีสูงมากจนแทบไม่มีสินทรัพย์ประเภทอื่นเทียบได้ ที่สำคัญคือผลตอบแทนย้อนหลังของทีมกีฬาในลีกใหญ่อเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมราว 13.2% ต่อปีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และในปีล่าสุดพุ่งไปถึง 16.9% แซงหน้าสินทรัพย์เกือบทุกประเภทยกเว้นกลุ่มสื่อและบันเทิง ประกอบกับกฎเกณฑ์ของหลายลีกเริ่มผ่อนคลายให้นักลงทุนสถาบันและไพรเวทอิควิตี้เข้าถือหุ้นได้ง่ายขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดนี้เร็วกว่าที่เคย
กรณีของเบซอส ท่ามกลางตัวเลือกทีมกีฬาทั่วโลก คำถามคือทำไมกลุ่มของเขาถึงเลือกลิเวอร์พูลโดยเฉพาะ คำตอบอยู่ที่ตัวเลขทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ดูได้จากข้อมูลทางการเงินของสโมสร ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ที่มีรายได้รวม 703 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 89 ล้านปอนด์ ไม่ใช่แค่นั้นลิเวอร์พูลยังขึ้นแท่นเป็นทีมที่มีรายได้สูงสุดในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก ด้วยรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามรายงานของ Deloitte Football Money League รวมถึงสัดส่วนหนี้สินที่ค่อนข้างต่ำ เหล่านี้สะท้อนความมั่นคงทางการเงินที่หาได้ยากในวงการฟุตบอล

นอกจากนี้ลิเวอร์พูลยังมีฐานแฟนบอลระดับโลกหลักหลายร้อยล้านคน ธุรกิจเชิงพาณิชย์เติบโตต่อเนื่องทั้งจากพันธมิตรสปอนเซอร์ระดับโลก และรายได้จากธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตกว่า 20% ในปีล่าสุด ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์มองว่ามูลค่าสโมสรที่ราว 4,400 ล้านปอนด์ หรือกว่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นราคาที่ “สมเหตุสมผล” สำหรับสินทรัพย์กีฬาระดับท็อปของโลกในตอนนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือเบซอสไม่ใช่คนที่กระโดดเข้าซื้อทีมกีฬาง่าย ๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยพิจารณาซื้อทีม Seattle Seahawks และ Washington Commanders ในลีก NFL มาแล้ว แต่ตัดสินใจไม่ซื้อทั้งสองดีล สะท้อนว่าการลงทุนของเบซอสผ่านการประเมินอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่ความชอบส่วนตัว ซึ่งพอมองภาพรวมแล้ว ปัจจัยที่น่าจะเป็นตัวชี้วัดในการตัดสินใจของเขามีอยู่หลายชั้น
เรื่องแรก คือความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด และโครงสร้างรายได้ ลิเวอร์พูลมีรายได้หลายทางที่ไม่พึ่งพาผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว ทั้งค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด รายได้เชิงพาณิชย์ และรายได้วันแข่งขัน ต่างจากการเก็งกำไรระยะสั้นที่เบซอสไม่ถนัด
เรื่องที่สอง คือมูลค่าของแบรนด์ระดับโลกที่ยากจะสร้างซ้ำ ลิเวอร์พูลมีประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี และฐานแฟนที่ภักดีข้ามรุ่น เป็นสินทรัพย์ที่เงินซื้อไม่ได้ในระยะสั้น สอดคล้องกับปรัชญาการลงทุนของเบซอสที่มักมองหาสินทรัพย์ที่มี “คูเมือง” ป้องกันคู่แข่งได้ยาก เช่นเดียวกับที่เขาสร้าง Amazon ให้มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ลอกเลียนแบบยาก

เรื่องที่สาม คือช่องทางต่อยอดเชิงกลยุทธ์กับธุรกิจเดิม เบซอสเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video ซึ่งลงทุนในลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกมาต่อเนื่องหลายปี การเข้าถือหุ้นทีมระดับโลกจึงอาจไม่ใช่แค่การลงทุนแบบพาสซีฟ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับธุรกิจสตรีมมิ่ง และดิจิทัลคอนเทนต์ที่เขาถืออยู่แล้ว แม้ในทางปฏิบัติยังมีประเด็นด้านกฎระเบียบที่ต้องรอความชัดเจนว่าเจ้าของสื่อถ่ายทอดสดจะถือหุ้นทีมในลีกเดียวกันได้หรือไม่
เรื่องที่สี่ คือจังหวะเวลาของตลาด อุตสาหกรรมกีฬาโลกกำลังอยู่ในช่วงที่กฎระเบียบของหลายลีกผ่อนคลายลง เปิดทางให้ทุนนอกวงการเข้ามาได้ง่ายขึ้น ประกอบกับมูลค่าลิขสิทธิ์สื่อกำลังปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก การเข้าซื้อในจังหวะนี้จึงเป็นการล็อกสินทรัพย์ไว้ก่อนที่ราคาจะแพงขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เขียนมาทั้งหมดยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แบบ 100% ยังคงเป็นดีลที่ใกล้เสร็จเท่านั้น สุดท้ายต้องมาลุ้นดูว่าเจฟฟ์ เบซอส ได้เข้าถือหุ้นลิเวอร์พูลจริงหรือไม่
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 157