หากจะพูดถึงถนนที่เป็นตำนาน และถูกกล่าวขานมากที่สุดในประเทศไทย คงไม่มีเส้นทางไหนเกินหน้า “ถนนพระราม 2” เส้นทางสายหลักเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ สู่ 14 จังหวัดภาคใต้ แต่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงของถนนเส้นนี้ไม่ได้มาจากทัศนียภาพที่สวยงาม แต่เป็นเหตุการณ์ด้านลบจากอุบัติเหตุที่ฆ่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 100 ราย
จากโครงการก่อสร้างที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ จนได้รับฉายาว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” การก่อสร้างที่ไม่จบสิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจราจร แต่มันกำลังกลายเป็น “ภาษีทางอ้อม” ที่คนไทยต้องจ่ายด้วยต้นทุนเศรษฐกิจ และการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างมหาศาล
[คอขวดทางเศรษฐกิจ: ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระบบโลจิสติกส์]
พระราม 2 คือเส้นทางลำเลียงสินค้าที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอาหารทะเลจากฐานการผลิตในสมุทรสาครและสมุทรสงคราม รวมถึงสินค้าเกษตรจากภาคใต้ เมื่อถนนเส้นนี้อยู่ในสภาวะก่อสร้างตลอดเวลา สิ่งที่ตามมา คือต้นทุนค่าขนส่งที่พุ่งสูง: รถบรรทุกต้องเผชิญกับรถติดขัดนิ่งสนิทเป็นเวลานาน ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ และเพิ่มค่าเสื่อมสภาพของยานพาหนะ

ขณะเดียวกันระบบ Supply Chain ที่หยุดชะงัก โดยมาจากความไม่แน่นอนของเวลาในการเดินทางทำให้ธุรกิจไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสดใหม่ของสินค้าเกษตร และสัตว์น้ำ
เมื่อปัจจัยรุมเร้า ไม่สามารถสนับสนุนระบบขนส่งโลจิสติกส์ ทำให้นักลงทุน และผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะเลี่ยงพื้นที่ในแนวถนนพระราม 2 เนื่องจากกังวลเรื่องความสะดวกในการเข้าถึง ทำให้ศักยภาพในการเป็นนิคมอุตสาหกรรมในบางจุดไม่เติบโตเท่าที่ควร
[การท่องเที่ยวที่ซบเซา: เมื่อ ‘ความกลัว’ นำหน้า ‘ความอยากเที่ยว’]
ภาคใต้อันเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลกกำลังถูก “สกัดกั้น” ด้วยความยากลำบากในการเดินทาง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด โดยหลีกเลี่ยงการเดินทางทางบก นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อเลือกที่จะ “บิน” ไปลงใต้มากกว่าการขับรถ เพื่อเลี่ยงมหากาพย์รถติด และอันตรายจากการก่อสร้างที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ แน่นอนว่าสถานที่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวทางผ่านอย่าง ชะอำ และ หัวหิน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะผู้คนจะเลือกไปเที่ยวที่อื่นที่เป็นสถานที่บรรยากาศเดียวกัน อย่าง ชลบุรี, ระยอง
เมื่อนักท่องเที่ยวไม่เดินทางมาก็ทำให้ธุรกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร, ร้านของฝาก และโรงแรม/ที่พักตามแนวถนนพระราม 2 ย่อมสูญเสียรายได้จากจำนวนลูกค้าที่ลดลง ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนคือ จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น ตลาดร่มหุบ, ตลาดน้ำอัมพวา พบว่านักท่องเที่ยวหายไป 70-80% ในช่วงที่มีข่าวอุบัติเหตุจากการก่อสร้างรุนแรง

เหล่านี้กลายเป็นการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เพราะคงไม่มีใครอยากเสี่ยงเดินทางไปกับถนนที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับตัวเองเมื่อไหร่ ต้องกังวลกับเขตก่อสร้างที่ไม่รู้ว่าวัสดุจะร่วงหล่น หรือพื้นถนนจะชำรุดหรือไม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัย
[วิกฤตความเชื่อมั่น: แผลเป็นทางจิตวิทยาของคนเดินทาง]
ประเด็นที่รุนแรงที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่พังทลายลง ทุกครั้งที่มีข่าวคานถล่ม ของหล่นทับรถ หรือหลุมถนนยุบตัว ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่เครนถล่มลงมา มันสร้างภาวะ “ทราวม่า” หรือบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้ใช้ถนน ทั้งในเรื่องของคุณภาพชีวิต โดยประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางนี้ทุกวันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้เผชิญความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การชดเชยเยียวยามักเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่คุ้มค่ากับการสูญเสีย
คำถามต่อมาตรฐานวิศวกรรม การสร้างไม่เสร็จสักทีทำให้สังคมเกิดคำถามต่อความโปร่งใส การบริหารจัดการโครงการของภาครัฐ และขีดความสามารถของบริษัทผู้รับเหมา ว่าทำไมโครงการในไทยถึงใช้เวลานานและมีอุบัติเหตุซ้ำซากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
[ถึงเวลา ‘ปิดตำนาน’ หรือจะปล่อยให้เป็น ‘รอยด่าง’ ตลอดไป]
ถนนพระราม 2 คือบทเรียนราคาแพงของการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดความต่อเนื่องและมาตรการความปลอดภัยที่หย่อนยาน หากภาครัฐยังไม่สามารถ “ปิดจ๊อบ” การก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายในกลางปี 2569 ตามที่รับปากไว้ได้ ถนนเส้นนี้จะไม่ได้เป็นเพียงทางไปสู่ภาคใต้ แต่จะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันกดดันให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อให้ถนนพระราม 2 กลับมาทำหน้าที่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่มีชีวิตและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 44