ชีวิตการทุกวันนี้ของใครหลายคนเป็นไปอย่างกดดัน นำมาสู่ความเครียด และอยากจะหาทางออกให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนี้ออกไป นี่จึงเป็นที่มาของ “Tenshoku Sodan Bar” บาร์ที่ให้คำปรึกษาเรื่องงาน
“Tenshoku Sodan Bar” ตั้งอยู่แถวสถานีโยโกฮาม่า เมืองคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นบาร์ที่ให้คำปรึกษาเรื่องงานโดยเฉพาะ บรรยากาศภายในร้านสร้างความรู้สึกเหมือนมานั่งพูดคุยเรื่องที่พบเจอมา พร้อมกับรับประทานอาหารทานเล่น จิบเครื่องดื่มที่พร้อมเสิร์ฟฟรีแบบไม่อั้น
สำหรับ Tenshoku Sodan Bar จะเน้นการสนทนาแบบตัวต่อตัว ภายในห้องส่วนตัวเพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย จึงจำเป็นต้องจองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line โดยการสนทนาส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที ซึ่งพนักงานภายในร้านก็มาจากบริษัทจัดหางาน LIA นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มาใช้บริการไม่จำเป็นต้องติดเรซูเม่มาด้วย หรือต้องแต่งตัวอย่างเป็นทางการ เขียนจุดแข็ง/จุดอ่อนของตัวเองแต่อย่างใด เพราะวัตถุประสงค์จริง ๆ ของบาร์นี้ต้องการสร้างบรรยากาศที่เน้นการสนทนามากกว่า

ในขณะเดียวนี่ก็เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้กับคนที่กำลังมองหางานใหม่ เพราะได้พูดคุยกับบริษัทจัดหาแรงงาน หากมีลู่ทางหรือข้อเสนอที่น่าสนใจก็สามารถพิจารณาได้ โดยไม่ต้องยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเก่า แต่ถ้างานใหม่ที่แนะนำยังไม่ถูกใจ การพูดคุยหยุดไว้ตรงนั้นได้เลย
การเปลี่ยน “บาร์” ให้กลายเป็น “พื้นที่ปรึกษาอาชีพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิมมิกการตลาด แต่คือการวิเคราะห์ Pain Point ของคนทำงานยุค Burnout ได้อย่างเฉียบคมครับ หากเรามองผ่านเลนส์ทางธุรกิจ โมเดลนี้ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจดังนี้ครับ
- การลด “กำแพงทางจิตใจ” (Lowering the Friction)
ในยุคที่คนทำงานเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงจะเปิดเว็บไซต์หางาน การเดินเข้าบริษัทเอเจนซี่หางานแบบเดิม ๆ (Recruitment Agency) ให้ความรู้สึกเหมือนการไป “สอบ” หรือการ “เผชิญหน้า” ซึ่งสร้างความกดดันซ้ำเติมภาวะ Burnout แต่โมเดล Tenshoku Bar เปลี่ยนสถานะของลูกค้าจาก “ผู้สมัครงาน” ให้กลายเป็น “แขกของบาร์” การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นพื้นที่ผ่อนคลาย (Third Space) พร้อมเครื่องดื่มในมือ ช่วยลดความระแวดระวังลง ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึง Lead หรือกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังเปิดใจมากที่สุด
- การสร้าง Lead Generation ผ่าน “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy-Driven Marketing)
โมเดลนี้คือการทำ Soft Sell ที่ทรงพลังมากครับ ในขณะที่คู่แข่งพยายามขาย “ตำแหน่งงาน” แต่บาร์แห่งนี้กำลังขาย “ความเข้าใจ” การลงทุนด้วยเครื่องดื่มฟรีคือต้นทุนการดึงลูกค้า (Customer Acquisition Cost – CAC) ที่คุ้มค่า เพราะมันแลกมาด้วยข้อมูลเชิงลึกของคนทำงานเก่งๆ ที่อาจจะไม่ได้กำลังหางานอย่างบ้าคลั่ง แต่แค่อยากหาที่ระบาย ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามหาศาลสำหรับบริษัทจัดหางานในการจับคู่คนให้ตรงกับงานในอนาคต โดยเปลี่ยนจากโมเดล “การล่า” มาเป็นการ “ตั้งรับอย่างอบอุ่น” แทน

- การเปลี่ยน “วิกฤตสุขภาพจิต” ให้เป็น “มูลค่าทางธุรกิจ”
ในยุค Burnout มูลค่าของความไว้วางใจ มีราคาสูงกว่าเดิม ธุรกิจนี้มองเห็นว่าคนทำงานไม่ได้ต้องการแค่ “งานใหม่” แต่ต้องการ “เข็มทิศ” การที่บาร์เทนเดอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ ทำให้ธุรกิจนี้ไม่ได้จบลงแค่การขายเหล้าหรือปิดจ๊อบหาคน แต่มันคือการสร้าง Brand Loyalty ในใจผู้บริโภค เมื่อเขารู้สึกว่ามีใครสักคนที่รับฟังเขาในวันที่แย่ที่สุด เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อมจะขยับขยายจริงๆ แบรนด์นี้จะเป็นชื่อแรกที่เขาเลือกใช้บริการ ส่งผลให้เกิดการสร้างมูลค่าในระยะยาวที่มั่นคงกว่าการทำโฆษณาแบบเดิม
นี่จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่เข้าใจ Inside ของคนทำงานในยุค “Burnout” ได้ดีแทนที่จะไปนั่งเครียดในออฟฟิศกระจก เปลี่ยนมานั่งถือแก้วค็อกเทลคุยเรื่องอนาคตแทน ดูมีสไตล์กว่าเยอะ
ที่มา: tenshoku, japantoday
เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ
Post Views: 22