ญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องของตู้ vending machines หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่วางให้บริการตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบายให้กับผู้คน และกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องพบเจอเมื่อมาประเทศนี้
แต่ดูเหมือนว่ามนต์ขลังของตู้นวัตกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่อาจจะทำให้สิ่งที่เคยเฟื่องฟูเดินเข้าสู่อดีตในอีกไม่ช้า โดยตู้ขายน้ำที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มต่าง ๆ ถูกบังคับให้ทบทวนธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติอีกครั้ง เพราะได้รับผลประกอบการที่ตำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งมีสาเหตุจากผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมายในการซื้อเครื่องดื่มน้ำอัดลม, น้ำผลไม้ และชาเขียว ในราคาที่เข้าถึงได้ดีกว่า รวมถึงต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นด้วย

บริษัท Pokka Sapporo Food & Beverage กล่าวว่าบริษัทจะขายธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้กับ Lifedrink ในวันที่ 1 ตุลาคม เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยความต้องการสินค้าเติบโตได้ยากท่ามกลางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และผู้บริโภคมีการใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้กำลังเผชิญกับปัจจัยหลายด้าน เช่น ต้นทุนการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่สูงขึ้น, การขาดแคลนแรงงาน
บริษัท DyDo Group Holdings เตรียมลดตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่มีอยู่ 270,000 เครื่อง ให้เหลือ 20,000 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนเมษายน เช่นเดียวกับ บริษัท โคคา-โคล่า บอตเทิลเลอร์ส เจแปน โฮลดิ้งส์ ซึ่งมีตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติประมาณ 640,000 เครื่อง มีผลประกอบการขาดทุน 88.1 พันล้านเยน ในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพยายามในการปรับปรุงธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตามรายงานของสมาคมผู้ผลิตเครื่องจำหน่านสินค้าอัตโนมัติญี่ปุ่น เผยสถิติจำนวนตู้จำหน่ายเครื่องดื่มในญี่ปุ่น มีจำนวน 1.98 ล้านเครื่อง ณ เดือนธันวาคม 2024 ลดลง 2.2 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2014 เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่หันมาซื้อเครื่องดื่มที่ชื่นชอบแทนการใช้เครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ ซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเครื่องดื่มที่จำหน่ายในตู้อัตโนมัติมักตั้งราคาสูงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ เช่น ชาเขียว Oi Ocha ของ Ito En ขนาด 500 มิลลิลิตร หากซื้อจากตู้อัตโนมัติจะขายในราคา 160 เยน ส่วนในซูเปอร์มาร์เก็ตจะขายเริ่มต้นที่ 79 เยน และร้านสะดวกซื้อจะขาย 139 เยน
ด้าน Akihito Nakai นักวิเคราะห์ค้าปลีกอิสระ กล่าวว่าจำนวนตู้ขายสินค้าอัตโนมัติลดลงมาหลายทศวรรษแล้ว แต่อัตรามีมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 สิ้นสุดลง ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น แต่ค่าจ้างยังคงคงที่ ทำให้บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องลดจำนวนตู้ พร้อมกับปรับโครงสร้างใหม่ ทั้งรื้อถอน และสร้างใหม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
นอกจากนี้ การขาดตัวเลือกอย่างสแกนจ่ายทำให้ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติขาดความน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต่างกับร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต ที่สามารถเลือกวิธีการชำระเงินได้หลายรูปแบบ เช่น PayPay, Suica และบัตรเครดิต โดยไม่ต้องใช้เงินสด

Kazuhiro Miyashita ประธานบริษัท Inryo Soken ระบุว่าวิธีเดียวที่จะทำให้ธุรกิจนี้ประเภทนี้ประสบความสำเร็จได้ คือบริษัทต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น การใช้ระบบร่วมกันในการเติมสินค้าในเครื่องจักรแทนที่จะให้แต่ละเครื่องทำเอง
หากราคาสินค้ายังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อสินค้าจากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และอาจจะถึงเวลาที่ตู้ขายน้ำในญี่ปุ่นนี้อาจเข้าสู่ช่วงขาลงแบบเต็มตัว
ที่มา: japantimes
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 84