ตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่าทางโภชนาการควบคู่ไปกับรสชาติ ทำให้ความต้องการขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ได้รับแรงผลักดันจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและความต้องการความสะดวกสบายในการบริโภคอาหารระหว่างมื้อ แม้รสชาติยังเป็นปัจจัยหลัก แต่ผู้บริโภคก็มองหาข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์และเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพมากขึ้น สะท้อนถึงความซับซ้อนของตลาดที่ผู้ผลิตต้องตอบโจทย์ทั้งรสชาติและความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว
ความนิยมของขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อาทิ การเติบโตของประชากรสูงวัยที่มองหาอาหารส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยเน้นอาหารที่ทำจากพืช โอเมก้า 3 และใยอาหาร นอกจากนี้ อัตราโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกทำให้ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและขนมขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงและน้ำตาลต่ำเพื่อควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมองหาขนมขบเคี้ยวที่ให้ประโยชน์ทางจิตใจ เช่น ลดความเครียด เพิ่มพลังงาน และเสริมอารมณ์ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม “Naturally Functional Foods” ที่มีส่วนผสมส่งเสริมสุขภาพ เช่น โปรไบโอติก พรีไบโอติก และสารต้านอนุมูลอิสระ และให้ความสำคัญกับโปรตีนในเรื่องความอิ่มท้อง ควบคุมน้ำหนัก ให้พลังงาน และเสริมภูมิคุ้มกัน
1. ขนมขบเคี้ยวจากพืช (Plant-Based Snacks)
ความต้องการขนมขบเคี้ยวที่ทำจากส่วนผสมที่ไม่ได้มาจากสัตว์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวีแกนเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่มองหาทางเลือกที่ยั่งยืน ดีต่อสุขภาพ และอร่อย การเติบโตของตลาดนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นหันมารับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-Based Diets)
2. ตัวเลือกที่อัดแน่นด้วยโปรตีน (Protein-Packed Options)
ขนมขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมองหาประโยชน์จากขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความอิ่มท้องและการเสริมสร้างพลังงาน ตลาดโปรตีนสแน็คยังมีการเติบโตที่รวดเร็ว โดยเติบโตเร็วกว่าตลาดสแน็คโดยรวมถึงสามเท่า และกลุ่มผู้บริโภค Gen Z และ Millennials เป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้
3. การหวนรำลึกถึงรสชาติในวัยเด็ก (Nostalgic Flavor Reinvention)
ขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติที่ชวนให้นึกถึงวัยเด็ก แต่ได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นพรีเมียมหรือมีความทันสมัยมากขึ้นกำลังได้รับความนิยม รวมถึงการนำรสชาติคลาสสิกมาปรับปรุงให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
4. การผสมผสานรสชาติจากทั่วโลก (Global Flavor Integration)
การเข้าถึงอาหารจากวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลกทำได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะลองรสชาติใหม่ ๆ และแปลกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีขนมขบเคี้ยวที่ผสมผสานรสชาติแบบดั้งเดิมจากนานาชาติเข้ากับส่วนผสมใหม่ ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค
5. เน้นผลิตผล ลดน้ำตาล ลดสารปรุงแต่ง (More Produce, Less Sugar, Fewer Additives)
ผู้บริโภคต้องการขนมขบเคี้ยวที่ทำจากผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น มีน้ำตาลและสารให้ความหวานสังเคราะห์น้อยลง และมีสารปรุงแต่งน้อยลง การปรับสูตรให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
6. พลังแห่งใยอาหาร (The Power of Fiber)
ใยอาหารกำลังกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในขนมขบเคี้ยว เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสุขภาพทางเดินอาหาร ใยอาหารช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ ป้องกันโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตลาดขนมขบเคี้ยวที่มีใยอาหารสูงมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
7. พรีไบโอติกและโพรไบโอติกเพื่อสุขภาพที่ดี (Prebiotics and Probiotics for Good Health)
ความสนใจในสุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพเมตาบอลิซึม สุขภาพของผู้หญิง และสุขภาพภูมิคุ้มกัน การเติมพรีไบโอติกและโพรไบโอติกลงในขนมขบเคี้ยวจึงเป็นแนวโน้มที่กำลังได้รับความนิยม
8. ความหลากหลายของแหล่งโปรตีนจากพืช (Diversification of Plant Protein Sources)
นอกเหนือจากโปรตีนจากพืชที่คุ้นเคย เช่น อัลมอนด์และข้าวโอ๊ตแล้ว ยังมีการนำโปรตีนจากพืชชนิดอื่น ๆ มาใช้ในการผลิตขนมขบเคี้ยวมากขึ้น เช่น โปรตีนจากถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี เห็ด และถั่วปากอ้า การใช้แหล่งโปรตีนจากพืชที่หลากหลายนี้ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกัน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการด้านอาหารที่หลากหลาย
9. ความสำคัญของเนื้อสัมผัส (The Importance of Texture)
เนื้อสัมผัสกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสนใจในการเลือกซื้อขนมขบเคี้ยว ผู้บริโภคมองหาขนมขบเคี้ยวที่มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบ ตั้งแต่ธัญพืชกรุบกรอบ ถั่วหมัก ไปจนถึงถั่วชิกพีอบกรอบ และเห็ดทอดกรอบ
10. ความสะดวกสบายและรูปแบบที่พร้อมใช้งาน (Convenience and Ready-to-Eat Formats)
ในยุคที่ผู้คนมีชีวิตที่เร่งรีบ ความสะดวกสบายในการบริโภคเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับขนมขบเคี้ยว ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถพกพาได้ง่าย รับประทานได้ทันที และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางอยู่เสมอ ขนมขบเคี้ยวในรูปแบบแท่ง (Bars) และเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Shakes) จึงได้รับความนิยมอย่างมาก
ตลาดขนมขบเคี้ยวยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มเหล่านี้จะมีโอกาสเติบโตและขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต
Post Views: 368