รู้หรือไม่ ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ต่างกันอย่างไร?
ในช่วงฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น
ดังนั้น อาการไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตัวมาก ในช่วงฤดูฝนอาจเป็นได้จากหลายโรค แต่ที่พบบ่อย คือ โรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ ตารางเปรียบเทียบ โรคไข้เลือดออกและโรคไข้หวัดใหญ่
|
|
ไข้เลือดออก
|
ไข้หวัดใหญ่
|
|
เชื้อก่อโรค
|
Dengue virus (สายพันธุ์ 1, 2, 3 และ 4)
|
Influenza virus (สายพันธุ์ A, B)
|
|
ระยะฟักตัว
|
5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน – นานที่สุด 15วัน)
|
1 – 4 วัน (เฉลี่ย 2 วัน)
|
|
อาการของโรค
|
ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องหรือมีตับโต มีผื่นหรือมีเลือดออกผิดปกติ พบบ่อย คือ จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา บางรายอาจมีภาวะความดันโลหิตต่ำหรือภาวะช็อกร่วมด้วย
|
คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ บางรายมีอาการเจ็บคอ (บางรายอาจไม่มีอาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดเลยก็ได้) ไข้สูงเฉียบพลัน หนาว ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะที่หลัง ต้นแขนต้นขา
|
|
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง
|
กลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก คนที่อ้วนมาก คนที่อาเจียนมาก กินอาหารไม่ได้ ซึมหรือ ไม่รู้ตัว มีเลือดออก หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต
|
กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต โรคอ้วน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ
|
|
การรักษา
|
การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ คือ ให้ยาลดไข้ คือ พาราเซทตามอล ในคนไข้ที่มีอาการอาเจียนบ่อย แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียนและน้ำเกลือชนิดกิน และ รับไว้รักษาในโรงพยาบาลหากเห็นว่าคนไข้มีอาการรุนแรง (เช่น ไข้สูงมาก ชัก อาเจียนบ่อยมาก กินอาหารไม่ได้ มีเลือดออกง่าย ซึม หรือตรวจเลือดแล้วพบเกล็ด+เลือดต่ำ)
|
การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีปอดบวมจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
|
|
สิ่งที่ควรกลับมาพบแพทย์
|
คอยระวังว่าในระยะช็อก (มักเป็นวันที่ไข้ลง) ซึ่งอาจจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
|
หากอาการไม่ทุเลาควรพบแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ
|
|
การป้องกัน
|
1. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย เช่น กระถาง แจกัน โอ่งน้ำ ยางรถยนต์ โดยการทำลายทิ้ง หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทุก 7 วัน หรือใส่ทรายเคมีกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลากินลูกน้ำตามความเหมาะสม
|
1. ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือ สัมผัสหน้า ตา จมูกและเอามือเข้าปากโดยไม่จำเป็น
2.อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
4.เวลาไอจามให้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก หลีกเลี่ยงที่ชุมชนเมื่อมีการระบาด
5. ผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายของละอองฝอย
|