เจาะลึก ‘Ice Bath’ จากตู้แช่เย็นธรรมดาสู่ธุรกิจพันล้านที่ผู้ประกอบไทยยังมองข้าม
เทรนด์ Ice Bath ที่คนลงไปแช่ในอ่างน้ำแข็งได้กลับมาอีกครั้ง ภาพของคนหนุ่ม-สาวในชุดออกกำลังกายที่ยืนต่อแถวอยู่หน้าประตูสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ห้องเต็มไปด้วยอ่างน้ำแข็งอุณหภูมิ 4–5 องศาเซลเซียส พวกเขามาจ่ายเงินเพื่อ “ทรมานตัวเอง” อย่างสมัครใจ แล้วออกมาพร้อมรอยยิ้มที่แสดงถึงความสดชื่นของร่างกาย ความฮิตของ Ice Bath ไม่ได้มาจากแค่การตามกระแส แต่มีงานวิจัยหนุนหลัง เมื่อร่างกายสัมผัสความเย็นฉับพลัน (โดยทั่วไปที่อุณหภูมิ 10–15 องศาเซลเซียส นาน 2–5 นาที) สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายมีหลายระดับ ทั้งการลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต กระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว และที่สำคัญคือกระตุ้นการหลั่ง Dopamine และ Norepinephrine ซึ่งเป็นสารเคมีที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกตื่นตัว โฟกัส และความสุข นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมคนที่เคยลองแล้วถึง “ติด” และพูดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจที่ยังมีพื้นที่ว่างอยู่ โดยด้านหนึ่งไทยกำลังผลักดันตัวเองเป็น “Wellness Hub” ระดับโลกอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับภูมิอากาศร้อนชื้นที่สามารถนำมาเป็นจุดขายของบริการในกลุ่มคนรักสุขภาพที่ต้องการลดร้อน, ฟื้นฟูร่างกาย ปัจจุบันธุรกิจ Ice Bath ในไทยเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ทั้งรูปแบบ Standalone Studio […]



หากย้อนรำลึกไปในอดีต 2 ข้างทางของสะพานพุทธเคยเป็นจุดนัดพบ สังสรรค์และแหล่งช้อบปิ้งยอดฮิตของวัยรุ่นไทยมายาวนาน ซึ่งคงคล้ายกับ ตลาดรถไฟ เจเจกรีน หรือตลาดนัดหัวมุมในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดสะพานพุทธพิเศษกว่า คือการเป็น Night Market ที่ตั้งอยู่ในทำเลท่องเที่ยวสุดคลาสสิคใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า เชื่อมระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธน มีลมเย็นจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดมาตลอดทั้งคืนไม่ขาดสาย บรรจบกันกับถนนจักรวรรดิ, ถนนตรีเพชร และปากคลองตลาด
ตลาดสะพานพุทธ เปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงตี 1 เต็มไปด้วยของกินของใช้ สินค้าแฟชั่นและสินค้ามือสองมากมาย ทั้งยังมีศิลปินอิสระจากโรงเรียนเพาะช่าง มารับวาดภาพเหมือนและภาพการ์ตูนให้แบบสดๆ และเนื่องจากมีสินค้าราคาถูก จึงมีลูกค้ามากมายมาจับจ่ายเที่ยวชม ทำให้ร้านค้าเพิ่มขึ้นแน่นขนัดเต็ม 2 ข้างทาง เกิดเป็นภาพความทรงจำสุดประทับใจของใครหลายคน หากมองไปแล้วการเปลี่ยนไปของตลาดสะพานพุทธก็คงไม่ต่างกันกับการทำธุรกิจ ที่พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยในปัจจุบันนี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ยึดติดกับการทำธุรกิจในทำเลหรือรูปแบบเดิมๆ โดยเฉพาะการใช้สงครามลดราคาที่ไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคให้กลับมาซื้อซ้ำและเชื่อมั่นในสินค้าได้อีก สิ่งที่ควรเปลี่ยน จึงเป็นการสร้างความแตกต่างในตัวสินค้า และต้องสร้างควบคู่ไปพร้อมกับคุณภาพ
อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจ ต้องรู้ทิศทางการทำธุรกิจในอนาคต อย่างล่าสุดก็มีการประเมินว่า LINE จะเป็น Super App ของบ้านเรา เนื่องจากผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วประเทศกว่า 45 ล้านคน ได้ใช้ LINE สูงถึง 42 ล้านคน ธุรกิจค้าปลีกในตลาด e-Commerce มีแนวโนมเติบโตสูงขึ้นถึง 4% ต่อปี ทำให้ธุรกิจ Logistic กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ส่วนระบบ e-Payment ก็ได้รับความนิยมสูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรับกับการตลาดแบบ O2O (Online to Offline) เพราะจะช่วยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ได้ Credit Images | www.smeleader.com