ทำไม Black Canyon ถึงไปได้ทุกทำเล ตั้งแต่สนามบินยันโรงพยาบาล
เรื่องราวของ Black Canyon ร้านอาหาร-กาแฟแบรนด์ไทย มีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะผู้ก่อตั้งไม่ได้มีความรู้การทำธุรกิจมาก่อน แต่สามารถนำพาแบรนด์นี้ประสบความสำเร็จ ตีตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ และพบได้ตามสถานที่หลากหลาย ไม่จำกัดที่ใดที่หนึ่ง
ปลายปี 2536 ชายคนหนึ่งชื่อประวิทย์ จิตนราพงศ์ ตัดสินใจข้ามสายจากธุรกิจไอทีมาเปิดร้านกาแฟ ทั้งที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านกาแฟมาก่อนเลย เจ้าตัวเคยเล่าไว้ว่าการข้ามสายธุรกิจครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่น ต้องเรียนรู้ใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์ และกำไรต่อแก้วต่อจานก็ไม่สูงเหมือนธุรกิจไอทีที่เคยทำ กว่าจะได้เงินหลักแสนต้องขายในปริมาณมากจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินหน้าต่อคือข้อดีที่ธุรกิจอาหารไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเท่าไอที และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนสม่ำเสมอ
หลังตั้งบริษัทได้ไม่นาน คุณประวิทย์ก็นำ Black Canyon เข้าเป็นสมาชิกสมาคมกาแฟที่สหรัฐอเมริกา เพื่อรับสิทธิ์ฝึกอบรม และซื้อหนังสือด้านกาแฟมาศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมเดินทางไปต่างประเทศเพื่อลองผิดลองถูกกับเมล็ดกาแฟหลากหลายสายพันธุ์ จนสุดท้ายได้สูตรเฉพาะของร้านที่กลายเป็นจุดขายมาจนถึงทุกวันนี้
มาวันนี้ Black Canyon กลายเป็นแบรนด์กาแฟไทยที่ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจร้านกาแฟจนกลายเป็นตำนาน มีสาขาในไทย 293 สาขา และขยายไปต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหภาพพม่า กัมพูชา สปป.ลาว และฟิลิปปินส์
สิ่งที่ทำให้ แบรนด์ต่างจากคาเฟ่ทั่วไป คือการเลือกทำเลที่หลากหลายผิดปกติ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในห้างสรรพสินค้าเหมือนแบรนด์กาแฟส่วนใหญ่ แต่กระจายตัวไปในซูเปอร์สโตร์ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถานีบริการน้ำมัน ศูนย์การประชุม และท่าอากาศยานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
แน่นอนว่ากลยุทธ์นี้ฉลาดตรงที่ทำเลเหล่านี้ล้วนมีทราฟฟิกคนที่มั่นคง และคาดการณ์ได้ ต่างจากร้านกาแฟในห้างที่ต้องพึ่งพากระแสความนิยมของห้าง หรือฤดูกาลท่องเที่ยว คนที่เดินทาง คนไข้และญาติที่โรงพยาบาล นักศึกษาที่มหาวิทยาลัย ล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสม่ำเสมอไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
เมื่อขยายออกต่างประเทศ Black Canyon ใช้หลักการที่ชัดเจน คือรักษามาตรฐานรสชาติให้เหมือนกันในทุกสาขาทั่วโลก มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามความนิยมของผู้บริโภคแต่ละประเทศ แต่จะปรับไม่มาก เพื่อคงความดั้งเดิมของรสชาติแบบไทยเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เมนูขึ้นชื่ออย่างต้มยำกุ้งสูตรแชมป์ประเทศไทยหรือผัดไทยสูตรแชมป์โลก จึงกลายเป็นจุดขายที่สร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทยในทุกประเทศที่ไปเปิดสาขา แทนที่จะปรับตัวจนเสียความเป็นตัวเองไป วิธีนี้ทำให้ Black Canyon สามารถขายทั้งความคุ้นเคยให้คนไทยในต่างแดน และขายความแปลกใหม่แบบไทยแท้ให้กับผู้บริโภคท้องถิ่นไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งเบื้องหลังการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ คือระบบแฟรนไชส์ที่ออกแบบมาให้ยั่งยืน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
- ภัตตาคาร/ร้านอาหาร (Restaurant) จำหน่ายกาแฟ เครื่องดื่ม และอาหาร
1.1 Mini-Coffee House
จำหน่ายกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารว่าง อาหารจานเดียว อาหารประเภทยำ ที่ปรุงโดยไม่ใช้เตาแก๊ส ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 80-100 ตารางเมตร ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 1,000,000 บาท, ค่าประกันความเสียหายและหนี้สิน 300,000 บาท
1.2 Full Serviced Coffee House
ขายกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารทุกประเภท ขนาดพื้นที่ประมาณ 101-150 ตารางเมตร พื้นที่เพียงพอต่อการมีห้องครัว เพื่อปรุงอาหารได้อย่างสะดวก ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 1,200,000. บาท, ค่าประกันความเสียหายและหนี้สิน 300,000 บาท
- ร้านกาแฟ (Coffee Corner/KIOSK)
จำหน่ายเฉพาะกาแฟ (BLACK CANYON) , เครื่องดื่ม , เบเกอรี่ (My Bread) และไอศกรีม Gelatoni ขนาดพื้นที่ ไม่เกิน 70 ตารางเมตร ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 600,000 บาท ค่าประกันความเสียหายและหนี้สิน 250,000 บาท
โดยสัญญามีอายุ 10 ปีและสามารถต่ออายุได้ทุก 5 ปี ตราบใดที่ผู้รับสิทธิ์ไม่ทำผิดเงื่อนไขสัญญาหรือสร้างความเสียหายต่อแบรนด์
จุดที่น่าสนใจของโมเดลนี้คือการผสมผสานระหว่างสาขาที่บริษัทบริหารเองกับสาขาแฟรนไชส์ ทำให้บริษัทควบคุมมาตรฐานหลักได้ผ่านสาขาของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ใช้เงินทุนของผู้ประกอบการท้องถิ่นในการขยายสาขาให้เร็วขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ สัญญาที่มีระยะยาวถึง 10 ปีและต่ออายุได้เรื่อย ๆ ยังสร้างความมั่นคงให้ทั้งสองฝ่าย แฟรนไชส์ซีมีเวลาคืนทุนที่ยาวพอ ขณะที่บริษัทแม่ก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการเปลี่ยนพันธมิตรบ่อยๆ จนเสียความต่อเนื่องของแบรนด์
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Black Canyon ยังคงยืนหยัดมาได้ถึง 32 ปี ท่ามกลางกระแสร้านกาแฟใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาแล้วก็หายไปตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ


