ในวันที่ท้องฟ้าเมืองไทยถูกฉาบด้วยสีเทาหม่นจากวิกฤตฝุ่น PM 2.5 เรามักจะได้ยินคำถามซ้ำๆ ว่า “ฝุ่นพวกนี้มาจากไหนกันแน่?” บ้างก็โทษโรงงาน บ้างก็ชี้เป้าไปที่การเผาไร่ หรือบางทีก็อาจจะเป็นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่จอดติดกันเป็นแถว แต่การจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด เราเลิกใช้การ “คาดเดา” ไม่ได้อีกต่อไป เพราะวันนี้เทคโนโลยีได้ส่ง “สายลับจมูกอัจฉริยะ” ลงพื้นที่สืบหาความจริงถึงต้นตอแล้ว
ล่าสุด “นาโนเทค-สวทช.” ผนึกกำลัง กรมควบคุมมลพิษ กฟผ. แม่เมาะ เปิดตัวนวัตกรรม “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 100 เครื่อง ลงพื้นที่ 5 โซนนำร่อง ดมกลิ่นสืบหา ‘แหล่งต้นตอฝุ่น’ จากการเผาไหม้ในภาคเกษตร-โรงงาน มุ่งสร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าแม่นยำสูง เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ

[ลายเซ็นเคมี: จมูกที่ดมได้มากกว่ากลิ่น]
ความล้ำสมัยของ e-Nose (Electronic Nose) หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ผลงานการผนึกกำลังของ นาโนเทค-สวทช. ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ และ กฟผ. ไม่ใช่แค่เซนเซอร์วัดค่าฝุ่นทั่วไป แต่มันคือชุดเซนเซอร์อัจฉริยะที่เลียนแบบการทำงานของจมูกมนุษย์ โดยความพิเศษคือมันสามารถแยกแยะ “ลายเซ็นเคมี” (Chemical Signature) ของฝุ่นแต่ละประเภทได้

นักวิจัยอธิบายว่า ฝุ่นจากการเผาตอซังข้าว ข้าวโพด ควันจากโรงงาน หรือแม้แต่ฝุ่นที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของปุ๋ยในดิน (Ammonium Nitrate) ต่างก็มี “กลิ่น” หรือองค์ประกอบทางเคมีที่เฉพาะตัว ซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็นและเซนเซอร์ทั่วไปแยกไม่ได้ แต่ e-Nose สามารถ “ดม” และระบุได้ทันทีว่าฝุ่นที่พุ่งสูงอยู่ในขณะนั้น มีที่มาจากแหล่งกำเนิดใดกันแน่
[ปูพรม 100 เครื่อง ชี้เป้า 5 โซนนำร่อง]
ปัจจุบันโครงการนี้ได้ส่งนวัตกรรม e-Nose จำนวน 100 เครื่อง ลงพื้นที่ 5 โซนนำร่อง ตั้งแต่พื้นที่โล่งไปจนถึงแปลงนาและป่าธรรมชาติ โดยมีหมุดหมายสำคัญอยู่ที่ เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มักถูกจับตามองเรื่องมลพิษ
การใช้ AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์มาประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องทำงานแบบ “หว่านแห” อีกต่อไป ข้อมูลจาก e-Nose จะกลายเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยยืนยันแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง ช่วยลดการกล่าวโทษกันโดยไม่มีมูล และช่วยให้ภาครัฐเข้าไประงับเหตุหรือให้ความรู้กับเกษตรกรได้ถูกกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ
[จาก Big Data สู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน]
หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การตรวจวัด แต่คือการสร้าง Big Data สำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ เมื่อเรามีข้อมูลที่แม่นยำ (Precision Monitoring) กรมควบคุมมลพิษก็จะสามารถออกกฎหมาย บังคับใช้มาตรการ หรือวางกรอบการควบคุมคุณภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าเป้ามากขึ้น

การมาถึงของ e-Nose คือจุดเปลี่ยนสำคัญจากการ “เฝ้าระวัง” สู่การ “รุกฆาต” ที่ต้นเหตุของมลพิษ หากนวัตกรรมนี้ถูกขยายผลไปทั่วประเทศ เราอาจจะได้เห็นวันที่การแก้ปัญหาฝุ่นพิษไม่ใช่แค่การพ่นละอองน้ำกลางกรุง แต่เป็นการจัดการที่ต้นตออย่างเด็ดขาด เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทยได้อย่างยั่งยืนจริงๆ
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 38