จงมองหาแอ่งน้ำในบึงที่เหือดแห้ง
กว่า 2 ปีที่เราเผชิญกับพิษโควิด วันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าไหร่กว่าการระบาดจึงจะจบลง และเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว ที่เราถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์สู้รบระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ที่ส่งผลทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระทบกับผู้ประกอบการเต็มๆ รวมทั้งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย จากเดิมที่คาดว่าในปีนี้จะเติบโตราวร้อยละ 3.5-4.5 เหลือร้อยละ 3-4 พร้อมทั้งคาดว่าเงินเฟ้อระยะสั้นจะพุ่งสูงในระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 จากที่เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 5.28 ส่วนเงินเฟ้อระดับสูงนั้นจะคงอยู่ในระยะเวลายาวนานเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันว่าจะลดลงเมื่อไหร่ เงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการตกอยู่ในสภาพถูกบีบเป็นแซนด์วิช เพราะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ ขณะที่ตลาดก็กำลังซื้อน้อยหรืออ่อนแรง นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง พูดกับผมว่า หน่วยงานภาครัฐพยายามปลอบประโลมสังคม โดยฉายภาพสถานการณ์เงินเฟ้อดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น และภาพรวมเศรษฐกิจประเทศยังมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่าวันนี้พิษโควิดและสงครามยูเครน ได้ทำร้ายพื้นฐานทางเศรษฐกิจเราไปมาก สถานการณ์เวลานี้จึงย่อมน่าเป็นห่วง พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่ง คือ หนี้สินภาคครัวเรือน โดยเมื่อปลายปี 2563 หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ ร้อยละ 89.7 ของจีดีพี แต่เมื่อไตรมาส 4 ปี 3564 หนี้ครัวเรือนทะลุไปร้อยละ 90.1 และคาดว่าน่าจะสูงขึ้นอีกในสถานการณ์ปัจจุบัน […]


