แหล่งเงิน หนุนนวัตกรรม : ดร.เรวัต ตันตยานนท์
ผู้ประกอบการทุกคนต่างรู้ดีว่า การทำนวัตกรรมจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในการลงทุน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ยังไม่มีใครที่สามารถรับประกันได้ว่าเงินลงทุนในการทำนวัตกรรมนั้น จะสร้างผลตอบแทนให้กลับคืนมาสู่ธุรกิจได้มากหรือน้อยเพียงใด อัตราส่วนมีตั้งแต่การไม่มีผลตอบแทนใดๆ เลย เนื่องจากสินค้านวัตกรรมไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรืออาจได้ผลตอบแทนกลับมามากมายมหาศาล หากสินค้านวัตกรรมนั้น สร้างการตอบรับจากตลาดได้อย่างท่วมท้น และอาจถึงกับเขย่าบัลลังก์ของเจ้าตลาดที่ครอบครองตลาดเดิมอยู่ได้ ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นก็เช่น การตกต่ำของโนเกีย ในขณะที่ ไอโฟน และซัมซุง เข้ามาครอบครองตลาดเพราะสร้างนวัตกรรมที่โดดเด่นกว่า ในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเทศที่เจริญแล้ว มักจะมีกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมของประเทศได้ในหลายๆ ด้าน โดยการพัฒนานวัตกรรมของประเทศที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ต้องอาศัยภาคเอกชนเป็นตัวนำทั้งสิ้น ไม่ใช่จากองค์กรภาครัฐ ดังนั้นกลไกทางการเงินที่จะสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมจึงต้องให้ความสำคัญไปกับการช่วยเหลือธุรกิจภาคเอกชนให้มีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมขึ้นเองภายในบริษัทได้ สำหรับเครื่องมือที่ภาครัฐจะนำมาใช้เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมนั้น อาจมีได้ทั้งเครื่องมือทางการเงิน และเครื่องมือทางการคลัง เริ่มต้นจากการใช้กลไกทางภาษี เช่น การผ่อนผัน หรือการลดหย่อนภาษีให้กับธุรกิจที่มีการทำนวัตกรรม แต่ก็อาจมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินว่า ธุรกิจมีการทำนวัตกรรมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการพัฒนาธุรกิจไปตามปกติวิสัยที่ธุรกิจจะต้องแข่งขันกันโดยธรรมชาติอยู่แล้วเท่านั้น และประเด็นที่ว่า ธุรกิจเริ่มใหม่หรือสตาร์ทอัพ และธุรกิจที่ดำเนินการขาดทุนอยู่แล้ว อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือส่วนนี้ไปโดยอัตโนมัติ กลไกต่อมา ได้แก่ นโยบายเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า ซึ่งอาจสนับสนุนสำหรับโครงการนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น โดยภาครัฐอาจกำหนดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมและประเภทของนวัตกรรมที่จะได้รับความช่วยเหลือไว้อย่างชัดเจน แต่อุปสรรคของกลไกนี้ก็คือ อาจเกิดข้อครหาเกี่ยวกับความยุติธรรมในการให้เงิน หรืออาจลามไปถึงเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน พฤติกรรมการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมและแหล่งเงินสนับสนุนจากภาครัฐ […]


