อาหารฮาลาลไทย เดินหน้าอย่างไรในอาเซียน
++ตลาดอาหารฮาลาลกำลังเป็นที่น่าจับตามองอย่างมากจากผู้ผลิตอาหารทั่วโลก เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายในการบริโภคอาหารของผู้บริโภคชาวมุสลิมราว 2 พันล้านคนกำลังเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่าสูงถึงราว 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 15% ของมูลค่าตลาดอาหารโลก ++เมื่อหันกลับมามองในประเทศไทย พบว่าไทยมีสัดส่วนการส่งออกอาหารฮาลาลเพียง 1% ของโลก โดยสินค้าส่งออกส่วนมากเป็นสินค้าวัตถุดิบฮาลาล เช่น ข้าว น้ำตาล และสัตว์น้ำ มากกว่าสินค้าอาหารฮาลาลแปรรูปซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มชาวมุสลิม ดังนั้นการเติบโตของตลาดอาหารฮาลาลในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยหันมาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อผลิตอาหารฮาลาลแปรรูปรุกสู่ตลาดโลกมากขึ้น ++เส้นทางการเข้าสู่ตลาดอาหารฮาลาลโลกนั้น ผู้ประกอบการเริ่มได้ด้วยการเข้าสู่ตลาดมุสลิมที่มีศักยภาพสูงในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้มากกว่าประเทศมุสลิมอื่นๆ ในโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ประกาศตัวเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการผลิตอาหารฮาลาลโลกจากการมีฐานลูกค้าส่งออกเดิมที่เป็นชาวมุสลิมในกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ Organization of the Islamic Cooperation ทั้ง 57 ประเทศอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว เพิ่มขึ้นด้วยการนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ ส่งผลให้ตลาดอาหารฮาลาลของประเทศดังกล่าวยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น ++ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) มองว่ากลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในทั้งสองตลาดได้ ก็คือการพลิก “คู่แข่ง” ให้กลายมาเป็น “คู่ค้า” ด้วยการร่วมลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการคู่แข่งในท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งฐานการผลิตในประเทศดังกล่าว ดังเช่นกรณีของบริษัท Santory ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องดื่มสัญชาติญี่ปุ่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของน้ำผลไม้ทิปโก้ในประเทศไทยที่เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัท GarudaFood […]


