นับถอยหลังอีกไม่เกิน 5 ปี มหาวิทยาลัย เตรียม “เจ๊ง?
มหาวิทยาลัย ปิดตัวมาจากหลายสาเหตุ เช่น จำนวนมหาวิทยาลัยมีมาก แต่ประชากรลดน้อยลง บางหลักสูตรก็ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ทำให้ไม่มีคนมาสมัครเรียน อีกทั้งสถาบันที่มีชื่อเสียงบางแห่งก็เปิดหลักสูตรมากขึ้น และรับนิสิตนักศึกษาจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้สถาบันอื่นๆได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้เรียนยังมีค่านิยมเลือกเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงมากกว่าจะมองความรู้และทักษะที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยต้องเปิดสอนหลักสูตรที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคม คำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน และทำหลักสูตรเพื่อรองรับสังคมสูงอายุที่กำลังจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ต้องบริหารทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่า “ไม่เกิน 5 ปี มหาวิทยาลัย ที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ก็จะต้องปิดตัวแน่นอน หรือไม่ก็เหลือแต่ซากตึก ซึ่งบางแห่งก็กำลังเผชิญวิกฤตนี้แต่ยังไม่ยอมปิดตัวลงเพราะกลัวเสียหน้า แต่เมื่อเปิดได้ก็ปิดได้ สังคมไม่ต้องการก็ต้องปิดตัวลง” มหาวิทยาลัยบางแห่งขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง สิ่งทำให้เกิดปรากฎการณ์มหาวิทยาลัยหนีตาย ขณะนี้พบว่ามีอาการน่าเป็นห่วงเป็นจำนวนมาก ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฎขนาดเล็ก ก็ทำท่าจะไปไม่รอด บางแห่งมีคุณภาพย่ำแย่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สภามหาวิทยาลัยควรต้องทบทวนและรับผิดชอบ สอดคล้องกับ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีข่าวที่เขย่าวงการอุดมศึกษาโลก รวมถึงอุดมศึกษาของไทย เมื่อ ศาสตราจารย์ เคลย์ตัน คริสเตนเซน อาจารย์และนักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนบทความลงในหนังสือ The Innovative University เล่มล่าสุดของเขาว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในอเมริกาปิดตัวไปแล้วกว่า 500 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 4,500 แห่ง […]


