โอ้กะจู๋

‘โอ้กะจู๋’ เมื่อ ‘ความใหญ่’ ไม่ใช่คำตอบเดียว ถอดกลยุทธ์ปรับไซส์ จังหวะรุกที่มากกว่าแค่เรื่องอิ่ม

โอ้กะจู๋’ แบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพที่มักถูกจดจำว่าเป็นเมนูชามยักษ์กับวัตถุดิบ เครื่องเคียงที่มาในปริมาณมาก แม้จะเป็นเอกลักษณ์ที่ลูกค้าต้องยกมือถือขึ้นมาถ่ายก่อนรับประทาน แต่อีกด้านหนึ่งกลายเป็นดาบสองคมที่เมื่อมากไปทำให้เหลือ เป็นการจำกัดทางเลือกที่ปฏิเสธไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ได้ขยับตัวครั้งสำคัญ โดยปรับไซส์เมนูให้มีขนาดเล็กลง อิ่มแบบพอดี และราคาสบายกระเป๋า การรื้อฟื้นสมการความคุ้มค่าในใจผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความลงตัวกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละมื้อของแต่ละคน

 

 

มองได้ว่าสาเหตุหลักที่แบรนด์ตัดสินใจปรับกลยุทธ์เรื่องขนาดประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ อย่างแรกคือ การลดกำแพงเรื่องราคา แน่นอนว่าการมีจานขนาดเล็กลงช่วยให้ Entry Price หรือราคาเริ่มต้นเข้าถึงง่ายขึ้น ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่อาจจะเคยลังเลกับราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูง

 

อย่างที่สองคือ Insight ของ Solo Diner และ Small Group พฤติกรรมการกินคนเดียวหรือมาเป็นคู่กำลังเพิ่มขึ้น การสั่งจานยักษ์เพียงอย่างเดียวทำให้ขาดความหลากหลาย ดังนั้น การปรับไซส์จึงช่วยให้ลูกค้าสั่งอาหารได้หลายอย่างมากขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม เพิ่มโอกาสในการลิ้มลองเมนูใหม่ๆ

 

อย่างสุดท้ายคือ กระแส Zero Waste และ ESG ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ การลด Food Waste จากอาหารที่กินไม่หมดลง เป็นการช่วยเสริมภาพลักษณ์เรื่องความยั่งยืนที่แบรนด์ยึดถือมาตลอด

 

 

นอกจากนี้ เมื่อดูผลประกอบการในปี 2568 ของบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) จะพบกับประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือการเติบโตของรายได้นั้นยังคงทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยตัวเลข 2,726 ล้านบาท โตขึ้น 12.6% แต่ในทางกลับกัน ตัวเลขกำไรสุทธิกลับร่วงลงถึง 65% เหลือเพียง 70 ล้านบาท ซึ่งการปรับกลยุทธ์นำมาสู่การตอบสนองเรื่องของต้นทุน-วัตถุดิบให้มีความคุ้มค่ามากขึ้น ปรับพอร์ตสินค้าด้วยการเพิ่มทางเลือกด้านขนาด (Sizing) ไม่ใช่แค่การลดปริมาณธรรมดา แต่คือกระบวนการคิดที่ผ่านการวิเคราะห์ Data และพฤติกรรมผู้บริโภคมาอย่าง

 

การขยับตัวในครั้งนี้ คือบทเรียนสำคัญของนักการตลาดที่ว่า “จุดแข็งในอดีต อาจกลายเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน” หากเราไม่ยอมปรับตัวตามบริบทสังคม การปรับไซส์จึงไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการขยายฐานที่มั่น  ให้ลึกและกว้างขึ้น เพื่อเข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาการกินของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นมื้อรีบเร่ง มื้อคนเดียว หรือมื้อพิเศษ เพราะในโลกการตลาดยุคใหม่ ความเหมาะสม (Appropriateness) คือกุญแจสำคัญที่สร้างความยั่งยืนได้มากกว่าแค่ความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ