ของทานเล่น

เทรนด์ ‘ของทานเล่น’ ที่ไม่ได้มาเล่นๆ อาหารมาแรง เจาะได้ทั้งตลาด Mass และ Niche

‘ของทานเล่น’ อาหารที่เข้ากับผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ด้วยวัตถุดิบ รูปแบบ และรสชาติที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งขนมคบเขี้ยว ธัญพืชโปรตีนอัดแท่ง ทำให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก ส่งผลให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโตอย่างน่าสนใจ

 

การเติบโตของขนบขบเคี้ยว ของว่าง สะท้อนให้เห็นถึงทิศทาง และโอกาสของตลาดสินค้าอาหารที่กำลังเปลี่ยนไป จากการบริโภค “ของว่าง” ตามอารมณ์ไปสู่การบริโภคอย่างมีเป้าหมาย โดยเน้นไปที่คุณค่าทางโภชนาการ หรือดูแลสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจ  Voice of the Consumer: Lifestyles Survey ของ Euromonitor4 ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ผู้บริโภคร้อยละ 21 ทั่วโลกเลือกบริโภคของว่างที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารในแต่ละวัน ขณะเดียวกันสินค้าที่มีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (Health and Wellness Claims) เช่น ของว่างปลอดกลูเตน โปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

เช่นเดียวกับงานวิจัย Grand View Research ที่ชี้ให้เห็นว่า ตลาดของว่างเพื่อสุขภาพโลกมีมูลค่ากว่า 95,610 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 144,640 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 6.2 (ระหว่างปี 2024–2030) ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลด้านสุขภาพ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ผู้บริโภคต้องการอาหารพกพาสะดวก (On-the-Go) และดีต่อสุขภาพ เพื่อใช้ทดแทนมื้ออาหารบางส่วน

 

ตลาดสินค้า Snacks ที่น่าจับตามอง นั่นคือตลาดยุโรป ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมอาหารประเภทนี้มากขึ้น โดยการรับประทานอาหารของผู้คนกำลังเปลี่ยนไปจาก 3 มื้อหลัก เป็นแบบยืดหยุ่น และทานจุบจิบมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน

 

 

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และความหลากหลายของสินค้า แต่การยกระดับไปสู่การแข่งขันในระดับโลกผู้ประกอบการจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพ ผสมผสานกับคุณค่าทางโภชนาการที่มีความโดเด่น พร้อมทั้งสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้เสนอแนวทางการพัฒนาสินค้าในเรื่องดังต่อไปนี้

 

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใช้งานวิจัย และพัฒนาสินค้าของทานเล่นที่สามารถรับประทานแทนมื้ออาหาร เน้นคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง พร้อมเพิ่มคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน เช่น สำหรับผู้ออกกำลังกาย หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

 

  1. การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รวมถึงฉลากของผลิตภัณฑ์ ควรปรับปรุงรูปแบบให้หลากหลาย เช่น กลุ่มที่ต้องการความสะดวกในการพกพา การจำกัดการบริโภคเป็นแพ็คขนาดเล็ก การใช้วัสดุรักษ์โลก/ย่อยสลายได้ และการเปิด-ปิด/เก็บรักษาไว้ได้โดยคงคุณภาพและโภชนาการ การมีฉลากบ่งชี้ข้อมูลโภชนาการและคุณประโยชน์ทางสุขภาพ

 

  1. การสื่อสาร/สร้างการรับรู้ ผ่านช่องทางออนไลน์ และธุรกิจบริการ/การท่องเที่ยว อาทิ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม งานกิจกรรมฟิตเนส เพื่อสร้างการรับรู้ในฐานะ “ของว่างสุขภาพ” และขยายตลาดจากผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดกระแสหลักในอนาคต

 

  1. การจัดทำฐานข้อมูลข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดทำข้อมูลข้อกำหนดด้านอาหารของประเทศคู่ค้า รวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการ เช่น ภาษีน้ำตาล หรือข้อจำกัดส่วนผสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธการนำเข้า และจะช่วยให้ผู้ประกอบการเร่งหาแนวทางปรับตัวและพัฒนาสินค้าไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

 

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง