Never Enough

ถอดวิธีคิด ‘Never Enough’ แบรนด์สินค้าสุขภาพที่ตั้งใจให้คนไทยเข้าถึงง่าย

ลองนึกภาพว่ามีคนกำลังเริ่มดูแลสุขภาพ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ “กินผักเพิ่ม” และจานผักสลัดก็กลายเป็นเมนูหลักในทุกมื้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือ “น้ำสลัด” ที่ราดลงไปนั้น อาจเต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมันสะสมมากกว่าที่คิด

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของ Never Enough แบรนด์อาหารสุขภาพสัญชาติไทยที่เกิดขึ้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมคนที่อยากดูแลสุขภาพถึงต้องเข้าถึงของดีได้ยากขนาดนี้?”

 

คุณปวิตร คงพร้อมพงศ์ OPERATION DIRECTOR แบรนด์  Never Enough เล่าถึงที่มาของธุรกิจว่าหลายคนอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังแบรนด์ Never Enough คือโรงงานผลิตสินค้าสุขภาพที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยรับผลิตสินค้าในกลุ่มแม่และเด็ก อาหารผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ในรูปแบบ OEM และ ODM ให้กับคู่ค้ามากกว่า 70 แบรนด์ จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าสุขภาพที่สะสมมาตลอด บวกกับการเรียนรู้มาตรฐานและนวัตกรรมจากคู่ค้าหลากหลายเจ้า คือทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจพอจะลุกขึ้นสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง

 

 

“เรามีความเชี่ยวชาญตรงนี้และอยากจะทำสินค้าให้คนกลุ่มทั่ว ๆ ไปเข้าถึงสินค้าสุขภาพได้มากขึ้น” นั่นคือปณิธานที่อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งแบรนด์”

 

คุณปวิตร เล่าต่อว่า Never Enough ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแส Health & Wellness ที่กำลังมาแรง แต่เกิดจากการมองเห็น ปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรค NCDs ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “คนแก่” อีกต่อไปแล้ว “เบาหวาน ความดัน ไตวาย หัวใจ” กำลังแทรกซึมเข้ามาในวัยรุ่น วัยเรียน และวัยทำงาน ไม่ใช่เพราะพันธุกรรม แต่เพราะพฤติกรรม

 

ตัวเลขเหล่านี้คือแรงผลักดันให้เลือกที่จะ “เข้าไปอยู่ในจานอาหารประจำวัน” ของผู้บริโภค เริ่มจากสองกลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่

 

1.น้ำสลัดน้ำมันมะกอก ปราศจากน้ำตาล ไขมันต่ำ พร้อมคุณประโยชน์จากน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่ช่วยเพิ่มไขมันดี HDL ให้ร่างกาย

 

 

2.ขนมทำจากผัก 100% เช่น ดอกกะหล่ำ ที่แปรรูปเป็นสแน็กโดยไม่ใช้แป้ง และน้ำตาล เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการของกินเล่นที่ปลอดภัย

 

 

อย่างไรก็ตาม การทำสินค้าสุขภาพที่ “ดีจริง” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมาพร้อมกับอุปสรรคสองด้านที่ต้องบริหารให้สมดุล ทั้งด้านต้นทุน โดยวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตที่สูงทำให้ต้นทุนสูงตามไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าสุขภาพไม่ใช่ของแพงที่เข้าถึงได้เฉพาะคนมีกำลังซื้อสูง

 

เช่นเดียวกับด้านการสื่อสาร ซึ่งความยากลำบากที่มองไม่เห็นในกระบวนการผลิต, มาตรฐาน และการรับรองที่ต้องใช้เวลา ล้วนยากที่จะถ่ายทอดให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะในบริบทของการขายหน้าบูธ หรือบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียที่มีเวลาดึงดูดความสนใจเพียงไม่กี่วินาที

 

ดังนั้น Never Enough จึงเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Omnichannel ที่ผสานทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นในโลกออนไลน์ โดยแบรนด์มีช่องทางหลักบน Instagram, TikTok, Line Official Account (@nve.th) รวมถึง Shopee ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยตรง

 

 

 

ขณะที่ในโลกออฟไลน์ แบรนด์เลือกออกงานอีเวนต์ทั่วประเทศปีละกว่า 10 งาน โดยเน้นพบปะกลุ่มลูกค้าตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแม่และเด็ก ผู้สูงอายุ และคนรักสุขภาพ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ตรงจากการได้ลองชิม ได้คุย ได้ถามตอบ คือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสุขภาพ

 

แม้ปัจจุบันแบรนด์จะยังอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เป้าหมายของแบรนด์ชัดเจนว่าอยากทำให้ “เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและ Mass กว่านี้ โดยในอนาคตข้างหน้า แบรนด์วางแผนพัฒนาสินค้าไลน์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งคนที่แพ้อาหาร ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดการกิน และคนทั่วไปที่อยากกินอาหารอร่อยโดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ พร้อมติดตามเทรนด์โลกอยู่ตลอดเพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาสูตรต่อเนื่อง

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ