เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดในวงการเครื่องดื่มไทยช่วงกลางปี 2569 ไม่ใช่การมาของแบรนด์ต่างชาติ หรือการลดราคาสงครามของรายใหญ่ แต่เป็นการเคลื่อนไหวของแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ที่มีอายุแค่ 3 ปี จากจุดเริ่มต้นออกบูธตลาดนัดจ๊อดแฟร์ แล้วค่อยๆ ขยับตัวเองเข้าสู่สนามใหม่ด้วยความมั่นใจ มาวันนี้ธุรกิจได้แตกไลน์แบรนด์ใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน”
ย้อนกลับไปไม่นาน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ทำคอนเทนต์ล้อเล่นวัน April’s Fool Day ประกาศว่าจะเปิดแบรนด์ชาเขียว สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก นั้นคือสิ่งที่ทีมไม่ได้คาดไว้ แต่ลูกค้าทักเข้ามาถามความคืบหน้า บางคนบอกอยากให้ทำจริง ยอดแชร์ และคอมเมนต์ไปในทิศทางบวกเกินกว่าที่ประเมินไว้มาก

‘วิว’ พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ และ ‘แวน’ พรทิพย์ ดีเจริญ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ มองเห็นสัญญาณบวกที่เกิดขึ้น และตีความให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้ทันที ประกอบกับเธอสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในตลาด โดยพนักงานออฟฟิศเริ่มเลือกชาเขียว หรือมัทฉะเป็นเครื่องดื่มแก้วแรกของวันมากขึ้น จากที่เคยเป็นแก้วที่สอง จนทุกวันนี้มัทฉะสามารถเบียดกาแฟได้อย่างสูสี
จากสิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การประกาศเปิดตัว “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” อย่างเป็นทางการ โดยเริ่ม Pop-up Store สาขาแรกที่สยามพารากอน วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ในราคาเริ่มต้น 65 บาท ซึ่งตั้งเป้าขายหมื่นแก้วต่อเดือน
นี่คือบทเรียนที่ผู้ประกอบการควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพราะการตัดสินใจ “แตกแบรนด์” ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์แม่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น สำหรับ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” เลือกใช้โมเดล House of Brands มากกว่าการขยายผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์เดิม นั่นหมายความว่าแต่ละแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่กินพื้นที่กัน
ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของเครือประกอบด้วย แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์หลักที่ทำรายได้ 140 ล้านบาทในปี 2568 และยังเป็นหัวหอก ต่อมาคือแบรนด์ “เข้ม” ซึ่งเป็นกาแฟโบราณสไตล์โมเดิร์น ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบัน 2 สาขา, และแบรนด์ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” น้องใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัว และแบรนด์ชานมไต้หวันที่อยู่ระหว่างพัฒนา
สิ่งที่น่าสังเกต คือแต่ละแบรนด์ถูกออกแบบมาให้สไตล์ที่แตกต่างกันชัดเจน โดยไม่มีแบรนด์ใดเบียดกันโดยตรง แต่ทั้งหมดยึดโยงกันด้วย DNA ร่วมคือ “เครื่องดื่มที่กินได้ทุกวันในราคาที่เข้าถึงได้ และสิ่งที่น่าสังเกต

เมื่อมองตลาดชาในไทยปี 2568 พบว่ามีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท แต่มีร้านชาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ความแข่งขันดุเดือดจนตลาดชาไทยเริ่มส่งสัญญาณอิ่มตัวในบางพื้นที่ ขณะเดียวกันกระแสชาเขียว-มัทฉะค่อย ๆ สะสมความแรงมาตั้งแต่ปลายปี 2567 และระเบิดอย่างชัดเจนในช่วงกลางปี 2568 ผู้เล่นในตลาดหลายรายใช้กลยุทธ์ราคาเข้าถึงง่าย ดึงลูกค้าชาไทยบางส่วนให้ลองชาเขียวมากขึ้น
ดังนั้น การออกมาขยับในจังหวะนี้คือการตอบสนองต่อ Market Shift ได้อย่างแม่นยำใน 2 มิติ คือ “ความเร็ว” ที่พัฒนาแบรนด์ใหม่ภายใน 2 เดือน ไม่ต้องรอให้เทรนด์สุกงอมจนมีคนเข้าตลาดเต็มพื้นที่ก่อน และ “การรักษาตำแหน่งราคา” แม้วัตถุดิบมัทฉะมีต้นทุนสูงกว่าชาไทย แต่แบรนด์ยังตั้งราคาเริ่มต้นที่ 65 บาท เพราะเชื่อมั่นใน DNA ของเครือที่ว่าต้องเป็น “เครื่องดื่มที่ซื้อได้ทุกวัน” คำว่า “ทุกวัน” ในชื่อแบรนด์จึงไม่ใช่แค่ชื่อเฉย ๆ แต่เป็นข้อจำกัดทางกลยุทธ์ที่แบรนด์ตั้งใจล็อคตัวเองไว้
ในเรื่องกลยุทธ์การตลาด “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” เลือกเปิดในรูปแบบ Pop-up Store ที่สยามพารากอนก่อน 1 เดือน เพื่อดูฟีดแบ็กจากลูกค้าจริง ก่อนตัดสินใจว่าจะไปเปิดที่ไหนต่อ ส่วนโมเดลร้านจะตามมาเมื่อตีโจทย์โลเคชันที่ใช่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเครือนี้ ย้อนไปก่อนหน้าแบรนด์เองก็ใช้กลยุทธ์ Pop-up ที่แฟชั่นไอส์แลนด์เป็นจุดเปลี่ยน แม้มีสัญญาเพียง 1 เดือน แต่กลับกลายเป็นแรงส่งให้ห้างใหญ่อื่น ๆ ทักเข้ามาต่อเองในภายหลัง
สิ่งที่ Pop-up Store มอบให้นอกจากยอดขาย คือข้อมูลที่มีค่ามาก ทั้งทราฟฟิค, การตอบสนองเรื่องราคา, เมนูที่ขายดีที่สุด และพฤติกรรมของลูกค้าจริง ก่อนลงทุนในสัญญาเช่าระยะยาวที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 105