ด้วยกระแสเทรนด์สุขภาพ และ Longevity ที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น เป็นโอกาสที่แบรนด์สินค้าจะจับเทรนด์ที่กำลังเป็นกระแสมาทำการตลาดอย่าง ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่ออกแคมเปญ “เดิน-วิ่งแลกแว่นเพื่อสุขภาพ ที่ให้ผู้ที่สนใจได้มาออกกำลังกาย
แคมเปญนี้เปิดให้ลูกค้าทั่วประเทศนำสถิติเดิน หรือวิ่งสะสมมารับสิทธิประโยชน์ได้ที่ร้านแว่นท็อปเจริญ และร้านแว่นบิวตี้ฟูล โดยจะมีรายละเอียดแบ่งเป็น
- 5,000 ก้าว หรือ 3 กิโลเมตร รับเลนส์สายตาตัดแสงสะท้อนฟรี (ชำระค่าประกอบเลนส์เพียง 280 บาท)
- 10,000 ก้าว หรือ 6 กิโลเมตร รับกรอบแว่นฟรี มูลค่า 4,000 บาท เมื่อซื้อเลนส์สายตาใดๆ ก็ได้
- 19,000 ก้าว หรือ 11 กิโลเมตร รับฟรี กรอบแว่นพร้อมเลนส์สายตาตัดแสงสะท้อน มูลค่า 5,000 บาท (ชำระค่าประกอบเลนส์เพียง 280 บาท)

โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นกระแสโซเชียลที่ผู้สนใจต่างทำคอนเทนต์ และก็เกิดคำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมร้านแว่นตา ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง ถึงเลือกผูกแคมเปญเข้ากับการออกกำลังกาย
นี่เป็นหลักการตลาดที่เรียกว่า Health Halo Effect คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าหรือแบรนด์หนึ่งๆ “ดีต่อสุขภาพ” หรือมีคุณค่าเชิงบวกมากขึ้น เพียงเพราะมันถูกวางอยู่ใกล้กับบริบทของสุขภาพ แม้ตัวสินค้าเองจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยก็ตาม เดิมทีคำนี้ถูกใช้อธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคในวงการอาหาร เช่น การติดฉลาก “ออร์แกนิก” หรือ “low-fat” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าสินค้าดีกว่าความเป็นจริง แต่ในยุคที่ Wellness Economy และ Longevity Economy กลายเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก หลักการนี้ก็ถูกนำมาใช้ข้ามหมวดหมู่สินค้าได้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับ ‘ท็อปเจริญ’ ที่ใช้หลักการนี้ได้อย่างแยบยล เพราะแว่นตาโดยพื้นฐานคือสินค้าที่เกี่ยวกับ “สายตา” อยู่แล้ว การเชื่อมโยงเข้ากับการเดิน-วิ่งจึงไม่ใช่การหยิบยืมภาพลักษณ์แบบไม่มีเหตุผล แต่เป็นการขยาย Positioning ของแบรนด์จาก “ร้านแว่นที่แก้ปัญหาการมองเห็น” ไปสู่ “พาร์ทเนอร์เรื่องสุขภาพองค์รวม” โดยเฉพาะการชูจุดขาย “เลนส์ตัดแสงสะท้อน” ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนออกกำลังกายกลางแจ้งได้พอดี ผู้บริโภคที่เข้าร่วมแคมเปญจึงรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “ลงทุนกับสุขภาพ” ไม่ใช่แค่ไปรับของแถม แม้ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้แคมเปญทรงพลังกว่าโปรโมชันลดราคาทั่วไป คือการผูกเข้ากับรางวัล โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมที่จับต้องไม่ได้อย่างการเดินให้กลายเป็นเกมที่มีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ทันที เมื่อผู้บริโภคเห็นตัวเลขก้าวเดินไต่ใกล้เป้าหมาย 5,000 ก้าวมากขึ้นเรื่อยๆ จิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Goal Gradient Effect’ จะเข้ามาทำงาน คือยิ่งใกล้เป้าหมายมากเท่าไร แรงจูงใจที่จะทำต่อให้สำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ต่างจากการนับก้าวเดินเฉยๆ ที่ไม่มีจุดสิ้นสุดชัดเจน
เมื่อนำเหตุผลทั้งหมดมารวมกัน แคมเปญจึงกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้า “อยากทำ” มากกว่า “ต้องทำเพื่อแลกของ” ซึ่งเป็นความแตกต่างสำคัญที่ทำให้เกิดการพูดถึง และแชร์ต่อในโซเชียลมีเดียอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์แต่อย่างใด
ท้ายที่สุดแล้ว แคมเปญ “เดิน-วิ่งแลกแว่น” ไม่ได้เก่งเพราะของรางวัลที่ให้ แต่เก่งเพราะเข้าใจว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้อยากซื้อของถูกอย่างเดียว แต่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำสิ่งดีให้ชีวิตไปพร้อมกันด้วย
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 132