Yothé

Yothé โยเกิร์ตผสมชาจาก KAMU KAMU เมื่อเมนูขายดี 5 แสนแก้วถูกปั้นเป็นแบรนด์ใหม่

เครื่องดื่มประเภทโยเกิร์ตกลายเป็นเมนูยอดฮิตแห่งยุค เป็นกระแสบนโลกโซเชียลทำให้มีแบรนด์ต่าง ๆ อยู่ในสนามตลาดนี้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับ KAMU KAMU ที่เราคุ้นเคยกับเครื่องดื่มชานม มาตอนนี้ได้ขยายแบรนด์ใหม่ออกมาชื่อว่า “Yothé” เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชาภายใต้คอนเซปต์ “Tea Meets Yogurt” พร้อมตั้งเป้าเปิด 100 สาขา ภายใน 5 ปี

 

การเปิดแบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่การทำตามกระแส แต่เกิดจากการทดลองขายเมนูโยเกิร์ตแล้วได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ขายได้เกิน 500,000 แก้ว ภายใน 5 เดือน ด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในมุมธุรกิจไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่บ่งบอกว่าเป็นแค่เมนูขายดีเพียงอย่างเดียว โดยเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับรสชาติ และรูปแบบการดื่มใหม่ ๆ มากขึ้น

 

 

ดังนั้น จากประสบการณ์ 15 ปี ของ KAMU KAMU มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคจากเดิมที่ขอแค่รสชาติ และความสดชื่น วันนี้คนมองหาคุณภาพ รสชาติใหม่ ความสนุกในการเลือก และสิ่งที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทางร้านเลยนำความเชี่ยวชาญด้านชามาต่อยอดอะไรใหม่ ๆ ซึ่งคำตอบคือการจับ “โยเกิร์ต” ที่กำลังมาแรง มาเจอกับ “ชา” ที่ตัวเองถนัด สร้างเมนูขึ้นเพื่อตอบโจทย์เทรนด์เครื่องดื่ม โดยสร้างจุดเด่นที่ไม่ใช่แค่โยเกิร์ตกลิ่นชา แต่ต้องการให้เครื่องดื่ม 1 แก้ว มีทั้งคาแรกเตอร์ชองชาที่ชัดเจน และความนุ่มละมุนของโยเกิร์ตที่นำมาเข้าจากญี่ปุ่นใช้เป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงการเปิดให้ลูกค้าได้เป็นคนเลือกท็อปปิ้งถึง 22 รายการ ในราคาเริ่มต้น 69 บาท เพื่อตั้งใจให้ลูกค้าเข้าถึงง่าย และกลับมาซื้อซ้ำ

 

นอกจากนี้ Yothé ยังมีเมนูซิกเนเจอร์ 9 เมนู ได้แก่ Tomato Yoshi, Mango Mojo, Collaberry, Blue Sly & Green Tea, Kale Mango, Biscoff Volcano, Black Mountain, Chocona Nutter และ Momo Matcha

 

สำหรับชื่อ Yothé มาจากการรวมคำว่า YOGURT กับ THÉ ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าชา ส่วนแนวคิดของแบรนด์คือ “Tea Meets Yogurt” และนำเสนอตัวเองว่าเป็นเครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชาเจ้าแรกในไทย ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ของแบรนด์ใช้เป็นโทนสีขาวที่สื่อถึงความสนุกสนาน ความสดใส และการใช้แมวชื่อ Yoshi เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งแทนความโชคดี ความสบายใจ และพลังบวกในทุกวัน

 

 

KAMU KAMU พร้อมเปิดแบรนด์นี้สาขาแรกที่ศูนย์การค้า Emsphere ชั้น G เปิดให้บริการวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ส่วนแผนระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าขยายอีก 100 สาขาภายใน 5 ปี

 

ในมุมธุรกิจเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการแตกแบรนด์จากข้อมูลยอดขายจริง ไม่ได้เริ่มจากการเดา ร้านเห็นก่อนว่าเมนูไหนขายดี แล้วค่อยแยกออกมาเป็นแบรนด์ที่มีคอนเซปต์ ชื่อ และภาพลักษณ์ของตัวเอง โดยยังใช้จุดแข็งเดิมคือความรู้เรื่องชา ถ้าได้ผล KAMU KAMU จะมีทั้งแบรนด์ชาที่แข็งแรงอยู่แล้ว และแบรนด์ใหม่ที่เล่นในกระแสโยเกิร์ตโดยตรง

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ