คำว่า “นักบิด” กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ หลัง CLICX (คลิกซ์) ธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank รายแรกของไทยเปิดให้บริการสินเชื่อวันแรก แล้วพบว่ามีผู้ที่ติดเครดิตบูโร มีหนี้เสียหลักแสนบาท กลับได้รับอนุมัติวงเงินกู้ในเวลาไม่กี่นาที จนเกิดการชักชวนกันในกลุ่มโซเชียลว่าจะ “กู้แล้วไม่จ่าย” สวนทางกับผู้สมัครที่มีประวัติการเงินดีบางรายกลับถูกระบบปฏิเสธ
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ดราม่าบนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนธรรมชาติของโมเดลธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างการเงินไทย นั่นคือ Virtual Bank ซึ่งผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว เพราะทั้งโอกาส และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นล้วนเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงแหล่งทุนของธุรกิจรายย่อยโดยตรง
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Virtual Bank คืออะไร ต่างจากธนาคารเดิมตรงไหน คำตอบเรื่องนี้ อธิบายให้เข้าใจว่านี่ คือธนาคารที่ได้รับใบอนุญาตเต็มรูปแบบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไปทุกประการ ต่างกันที่ไม่มีหน้าสาขาให้เดินเข้าไปทำธุรกรรม ทุกอย่างตั้งแต่เปิดบัญชี ฝาก-ถอน โอนเงิน ไปจนถึงขอสินเชื่อ จะทำผ่านแอปพลิเคชันทั้งหมด

จุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ Virtual Bank ต่างจาก Mobile Banking ของธนาคารทั่วไปที่เราคุ้นเคย เพราะ Mobile Banking เป็นเพียง “ช่องทาง” เสริมของธนาคารที่ยังมีสาขาอยู่ ขณะที่ Virtual Bank คือธนาคารที่ “เกิดมาบนดิจิทัล” ตั้งแต่ต้น ไม่มีต้นทุนค่าเช่าสาขาหรือพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ธปท. คาดหวังให้ต้นทุนที่ประหยัดได้ตรงนี้ถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่เข้าถึงกลุ่มคนที่ธนาคารเดิมมักปฏิเสธ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และ SME ที่ไม่มีเอกสารแสดงรายได้แบบทางการ
ในประเทศไทยผู้ที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ AIS และ OR กลายเป็นแบรนด์ CLICX 2.กลุ่ม SCBX ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้ กลายเป็นแบรนด์ BankX และ 3.กลุ่ม ACM Holding ในเครือ Ascend Money หรือทรูมันนี่
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เป็นประเด็นดราม่า เมื่อ CLICX เปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบกลับพบปัญหาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ติดเครดิตสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ แต่คนที่มีประวัติดีกลับถูกปัดตก จนนำมาสู่กระแสในโลกออนไลน์ให้ชวนไม่ต้องชำระหนี้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ 3 เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ 1 หัวใจของ Virtual Bank คือ AI Underwriting
ด้วยความที่ไม่มีพนักงานมาคอยพิจารณาสินเชื่อ การอนุมัติสินเชื่อของ Virtual Bank จึงพึ่งพาระบบ AI ที่ประมวลผลจาก Alternative Data เช่น พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ ประวัติการชำระค่าน้ำค่าไฟ แทนเอกสารรายได้แบบเดิม นี่คือจุดขายที่ทำให้กลุ่มรายได้ไม่แน่นอนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นจริง แต่ก็เป็นจุดเดียวกันที่กลายเป็นช่องโหว่ เมื่อระบบ AI ของ CLICX เกิดสิ่งที่เรียกว่า “AI Error” คือปฏิเสธคนประวัติดี แต่กลับอนุมัติให้คนที่มีหนี้เสียอยู่แล้ว
เรื่องนี้สะท้อนว่าโมเดล Credit Scoring ด้วย AI ยังต้องผ่านการทดสอบและปรับจูนอีกมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีคนแห่สมัครพร้อมกันจำนวนมากจนระบบรับมือไม่ทัน
เรื่องที่ 2 ความเข้าใจผิดของกลุ่ม “นักบิด” สะท้อนช่องว่างความรู้ทางการเงิน
ผู้ที่วางแผนเบี้ยวหนี้ส่วนหนึ่งเข้าใจผิดว่าสินเชื่อนี้เป็น “สินเชื่อไม่มีหลักประกัน” ที่ธนาคารทำอะไรไม่ได้ หรือเข้าใจว่าเป็นแอปเงินกู้นอกระบบ ทั้งที่ในความเป็นจริง CLICX คือธนาคารพาณิชย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย หนี้ทุกบาทมีสัญญาผูกพัน การเบี้ยวหนี้นำไปสู่ผลกระทบ 3 ด้าน คือติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร ถูกฟ้องคดีแพ่งบังคับคดี (อายุความ 10 ปี) และหากจงใจให้ข้อมูลเท็จอาจเข้าข่ายคดีอาญาฉ้อโกง
เรื่องที่ 3 ผลกระทบต่อภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทย
ข้อมูลเครดิตบูโรล่าสุดพบว่ามีผู้เบี้ยวหนี้มูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทถึง 3.1 ล้านคน (1.05 แสนล้านบาท) หาก Virtual Bank ปล่อยสินเชื่อโดยกรองความเสี่ยงไม่รอบคอบพอ อาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว ซึ่งกระทบกำลังซื้อของลูกค้าที่ SME พึ่งพาโดยตรง
ปรากฏการณ์ CLICX คือบททดสอบสำคัญของ Virtual Bank ไทยตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการสินเชื่อ มันพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้คนเข้าถึงการเงินง่ายขึ้น ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ทั้งฝั่งผู้ให้บริการที่ต้องพัฒนาระบบคัดกรองให้แม่นยำขึ้น และฝั่งผู้ใช้บริการที่ต้องเข้าใจว่าสินเชื่อดิจิทัลไม่ใช่เงินฟรีเช่นเดียวกัน
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 115