‘ธุรกิจครอบครัว’ เป็นกิจการที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งให้กับชีวิต เพราะหากไม่มีอะไรทำ ก็ยังมีสิ่งนี้รองรับ แต่ด้วยบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การสืบทอดธุรกิจเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
สถิติจากงานวิจัยด้านธุรกิจครอบครัวระดับโลกชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน ธุรกิจครอบครัวราว 30% เท่านั้นที่ผ่านเข้าสู่มือรุ่นที่สอง และตัวเลขนั้นหดหายอีกครั้งในรุ่นต่อไป โดยมีเพียง 12% ที่รอดมาถึงรุ่นที่สาม และเหลือแค่ 3% ที่ยังดำเนินการอยู่ในรุ่นที่สี่หรือเกินกว่านั้น สอดคล้องกับ Step Global Family Business Survey ชี้ว่ากว่าร้อยละ 70 ของธุรกิจครอบครัวไทยยังไม่มีแผนสืบทอดอย่างเป็นระบบ
ยิ่งน่าตกใจกว่านั้น เมื่อ PwC สำรวจพบว่าธุรกิจครอบครัวถึง 72% ต้องการให้กิจการอยู่ในมือครอบครัวต่อไป แต่มีเพียง 34% เท่านั้นที่มีแผนสืบทอดที่เป็นรูปเป็นร่างและเป็นลายลักษณ์อักษร โดยช่องว่างระหว่าง “ความต้องการ” และ “การเตรียมการ” นั้นกว้างอย่างน่าใจหาย และมักเป็นต้นตอของวิกฤตการสืบทอดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับในไทย ธุรกิจครอบครัวคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ กว่า 80% ของธุรกิจในประเทศอยู่ในรูปแบบนี้ และมากกว่า 20 องค์กรในกลุ่ม SET50 มีมูลค่าตลาดรวมกันสูงถึงกว่า 30% ของดัชนี แต่ถึงกระนั้น ปัญหาการสืบทอดก็ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ไม่ได้รับการแก้ไขในหลายธุรกิจ
ทำไมลูกถึงไม่อยากรับไม้ต่อ? ถอดรหัสวิกฤตทายาทธุรกิจครอบครัวที่ไม่มีใครพูดถึง
โจทย์ที่เจ็บปวดที่สุดของผู้ก่อตั้งธุรกิจ มักไม่ใช่เรื่องคู่แข่ง หรือเรื่องต้นทุน แต่คือคำถามที่ว่า “แล้วใครจะมารับช่วงต่อ?”
ตลอดชีวิต พวกเขาทุ่มเทสร้างกิจการขึ้นมาจากศูนย์ สะสมลูกค้า ฝึกพนักงาน สร้างชื่อเสียง กัดฟันฝ่าวิกฤตมาหลายรอบ แล้ววันหนึ่ง เมื่อหันมาหาลูกที่ควรจะเป็นทายาทรุ่นต่อไป กลับพบว่า ลูกไม่อยากรับ ไม่ถนัด หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง มันคือรูปแบบที่เกิดซ้ำในธุรกิจครอบครัวทั่วโลก และถ้าเราถอดรหัสให้ดี จะพบว่ามีสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าแค่ “ลูกไม่สนใจ”
ก่อนจะหาทางออก ต้องเข้าใจรากของปัญหาก่อน เพราะเหตุผลที่ทายาทปฏิเสธการสืบทอดธุรกิจนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะความฝันที่ถูกปิดกั้น หลายครอบครัวตั้งใจให้ลูกเรียนบริหาร เรียนบัญชี หรือเรียนสายที่เกี่ยวกับธุรกิจของบ้าน แต่ลืมถามว่าลูกฝันถึงอะไร คนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคที่มีทางเลือกอาชีพหลากหลาย มักมีสิ่งที่ต้องการสร้างเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Startup, งานสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การเป็นพนักงานองค์กรใหญ่ที่มีระบบชัดเจน การถูกคาดหวังให้สานต่อกิจการที่ไม่ได้เลือกเองจึงเป็นแรงกดดันที่กลายเป็นความขัดแย้งในใจ
ภาพอดีตที่เห็นพ่อแม่ทำงานหนักตลอดชีวิต ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือ บางครั้งความสำเร็จของรุ่นก่อตั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทายาทไม่อยากสืบทอด เพราะลูกที่เติบโตมาเห็นพ่อแม่นอนดึก ตื่นเช้า แบกความเครียด ทะเลาะกับพาร์ทเนอร์ หรือไม่มีเวลาให้ครอบครัว ภาพเหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำและกลายเป็น “ราคา” ที่ลูกตัดสินว่าตัวเองไม่อยากจ่าย
ช่องว่างระหว่าง Vision รุ่นก่อตั้งสร้างธุรกิจด้วยวิธีที่ได้ผลในยุคของตัวเอง แต่โลกเปลี่ยนไปเร็ว ทายาทที่เพิ่งกลับจากเรียนต่างประเทศหรือผ่านประสบการณ์องค์กรใหญ่ มักมองเห็นว่าโมเดลธุรกิจของครอบครัวต้องปรับ แต่เมื่อเสนอความเปลี่ยนแปลง กลับถูกมองว่า “ยังไม่เข้าใจ” หรือ “คิดมาก” ความขัดแย้งทาง Vision นี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันสัมพันธ์กับความเคารพและความไว้ใจในครอบครัวด้วย
อีกทั้ง หลายธุรกิจหลายแห่งขาดระบบ ขาดการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นขั้นตอน ทายาทจึงรู้สึกว่าตัวเองถูกโยนเข้าไปกลางมหาสมุทรโดยไม่มีเข็มทิศ ไม่มีใครบอกว่าต้องเรียนรู้อะไรก่อน ใครคือคนสำคัญในองค์กร ตัดสินใจอะไรเองได้บ้าง และอะไรที่ยังต้องผ่านรุ่นพ่อแม่ ความสับสนนี้เองทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเลยดีกว่า
ปัญหาที่ฝังลึกกว่าตัวทายาท
ถ้ามองแค่ว่า “ทายาทไม่สนใจ” นั่นคือการมองปัญหาผิดจุด เพราะในหลายกรณี ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่โครงสร้างของธุรกิจและรูปแบบการบริหารครอบครัว เช่น ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากไม่มีระบบธรรมาภิบาล ไม่มีกติกาชัดเจนว่าใครมีสิทธิ์อะไร ใครตัดสินใจเรื่องอะไร เงินเดือนของสมาชิกครอบครัวกำหนดอย่างไร หรือจะจัดการอย่างไรเมื่อสมาชิกไม่เห็นด้วยกัน เมื่อไม่มีกติกา ความขัดแย้งก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนตัวในครอบครัวบางทีทำลายได้ทั้งธุรกิจและความสัมพันธ์พร้อมกัน
อีกปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยคือการที่รุ่นก่อตั้งไม่ยอม “ปล่อยมือ” อย่างแท้จริง แม้จะบอกว่าส่งไม้ต่อแล้ว แต่ยังคอยตัดสินใจทุกอย่าง ยังแก้ตามหลังทุกครั้งที่รุ่นสองลองผิดลองถูก สิ่งนี้ทำให้ทายาทรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้ใจ และสุดท้ายก็ถอยออกมาเพราะไม่อยากชนกับพ่อแม่
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จในการส่งต่อมักมีหลักการร่วมกันอยู่บางประการ
เรื่องแรก พวกเขาเริ่มเตรียมทายาทตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่รอให้ถึงเวลาวิกฤตแล้วค่อยรีบสอน แต่เริ่มพาลูกเข้าใกล้ธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่การพาไปดูการทำงานในวัยเด็ก ไปจนถึงการให้ทดลองทำงานจริงในตำแหน่งระดับเริ่มต้น เพื่อให้ทายาทได้เรียนรู้จากข้างใน ไม่ใช่เพียงรับมรดกจากด้านบน
เรื่องที่สอง ธุรกิจที่ผ่านรุ่นได้ดีมักมี “ธรรมนูญครอบครัว” หรือข้อตกลงร่วมกันที่ระบุชัดว่าครอบครัวคาดหวังอะไรจากธุรกิจ และธุรกิจต้องการอะไรจากสมาชิกครอบครัว เป็นการแยกบทบาทระหว่างความเป็นครอบครัวกับความเป็นเจ้าของกิจการออกจากกันอย่างชัดเจน
เรื่องที่สาม หลายธุรกิจเลือกเปิดให้ทายาทมีอิสระในการออกไปสะสมประสบการณ์ข้างนอกก่อน ทำงานบริษัทอื่น เรียนรู้อุตสาหกรรมอื่น แล้วค่อยกลับมาพร้อมมุมมองที่กว้างขึ้น แทนที่จะบังคับให้เข้ามารับผิดชอบทันทีหลังเรียนจบ
เรื่องที่สี่ บางครอบครัวยอมรับความจริงว่าทายาทโดยสายเลือดอาจไม่ใช่ทายาทที่ดีที่สุดในเชิงธุรกิจ แล้วเลือกแบ่งบทบาทออกเป็น ผู้เป็นเจ้าของ กับ ผู้บริหาร โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาช่วยดูแล ขณะที่สมาชิกครอบครัวยังคงมีบทบาทในฐานะเจ้าของและผู้กำหนดทิศทาง
คำถามที่เจ้าของธุรกิจต้องถามตัวเอง
ก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นวิกฤต มีคำถามที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวควรนำไปคิดอย่างจริงจัง ว่าธุรกิจของเราน่าดึงดูดพอสำหรับคนรุ่นต่อไปหรือเปล่า? ถ้าลูกไม่ใช่คนในครอบครัว แต่เป็นคนภายนอก เขาจะอยากเข้ามาร่วมงานกับเราไหม?
เราเคยพูดคุยกับทายาทอย่างเปิดเผยและไม่ตัดสินว่าพวกเขาต้องการอะไรจากชีวิตไหม?
ถ้าวันพรุ่งนี้เราไม่สามารถมาทำงานได้ กิจการจะยังเดินต่อได้หรือเปล่า?
คำตอบของคำถามเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ตรงกว่าการบ่นว่าลูกไม่สนใจ ไม่มีใครสืบทอด ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว สุดท้ายแล้ว วิธีมองปัญหานี้อาจต้องปรับด้วย การที่ทายาทไม่อยากสืบทอดธุรกิจไม่ใช่เรื่องผิด และการที่เจ้าของธุรกิจจะขายกิจการให้คนนอกในราคาดี หรือควบรวมกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งกว่า ก็ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
สิ่งที่จะเป็นปัญหาจริง ๆ คือการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้วางแผนอะไรเลย เพราะสุดท้าย ธุรกิจที่สร้างมาด้วยชีวิตควรจบลงด้วยการตัดสินใจของเจ้าของ ไม่ใช่ถูกเวลาตัดสินชะตากรรม ดังนั้นธุรกิจครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรุ่นที่สืบทอด แต่วัดกันที่ว่ามันสร้างคุณค่าได้นานแค่ไหน และส่งมอบให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะใช้นามสกุลเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 100