หลายคนอาจเคยเห็นแอปพยากรณ์อากาศที่ชื่อว่า Tomorrow.io ผ่านตามาบ้าง แต่อาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังแอปนี้คือบริษัทที่ทะเยอทะยานมากกับเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง จนถูกขนานนามว่า “SpaceX ของวงการพยากรณ์อากาศ” เลยทีเดียว
Tomorrow.io ก่อตั้งเมื่อปี 2016 โดยคนอิสราเอลสามคนชื่อว่า Shimon Elkabetz, Itai Zlotnik และ Rei Goffer โดยในตอนแรกใช้ชื่อว่า ClimaCell ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Tomorrow.io ในภายหลัง ซึ่งไอเดียตอนเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อนอะไร มาจากปัญหาที่มองว่าเรดาร์ตรวจอากาศแบบเดิมมันหยาบเกินไป ไม่ละเอียด เลยเปลี่ยนมาลองใช้สัญญาณจากเสาสัญญาณมือถือ และอุปกรณ์ IoT ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง มาเก็บข้อมูลสภาพอากาศที่ให้ข้อมูลรายละเอียดลึกกว่า เพราะมีความใกล้ชิดกับพื้นดิน แทนที่จะพึ่งดาวเทียม หรือเรดาร์จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
จุดที่ทำให้ Tomorrow.io น่าสนใจคือ พอทำไปทำมา บริษัทไม่พอใจแค่การเก็บข้อมูลจากพื้นดินอีกต่อไป แต่ลงทุนสร้างดาวเทียมของตัวเองเลย ปล่อยดาวเทียมเรดาร์ตรวจอากาศรุ่นแรกๆ อย่าง Tomorrow-R1 และ R2 ขึ้นไป ตามด้วยดาวเทียมตรวจจับคลื่นไมโครเวฟอย่าง S1 และ S2 เพื่อเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ไอน้ำ และปริมาณฝนแบบเรียลไทม์ทั่วโลก แม้แต่จุดที่มีเมฆหนาปกคลุมก็ยังตรวจจับทะลุได้
ล่าสุดยังประกาศโปรเจกต์ชื่อ DeepSky ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมพยากรณ์อากาศที่ใช้ AI ควบคุมทั้งระบบ
พูดง่าย ๆ คือ Tomorrow.io สามารถเอาสามอย่างมารวมกัน ได้แก่ เทคโนโลยีอวกาศ (ดาวเทียมของตัวเอง), AI (ใช้วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากดาวเทียม) และข้อมูลสภาพอากาศ (ที่แม่นยำและอัปเดตเร็วกว่าระบบเก่า) ผสมผสานกันจนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขายเป็นบริการให้องค์กรใหญ่ ๆ ได้สำเร็จ
นี่จึงทำให้ Tomorrow.io แตกต่างจากแอปพยากรณ์อากาศทั่วไปที่เราโหลดมาดูฟรี ๆ โดยรายได้หลักไม่ได้มาจากคนทั่วไป แต่มาจากการขายข้อมูล และระบบที่ให้บริการกับลูกค้าองค์กร และรัฐบาล ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการมีตั้งแต่สายการบินใหญ่ ๆ ที่ต้องการรู้สภาพอากาศล่วงหน้าเพื่อวางแผนเที่ยวบิน ไปจนถึง NASA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ต้องใช้ข้อมูลทางอากาศที่ต้องแม่นยำระดับสูง
น่าสนใจกว่านั้น คือรัฐบาลบางประเทศอย่างไนจีเรียและฟิลิปปินส์ ก็ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ Tomorrow.io มาช่วยพยากรณ์อากาศให้เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพอากาศแปรปรวน แต่มักเข้าไม่ถึงข้อมูลแม่นยำ ทำให้วางแผนเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ผ่อนหนักให้เป็นเบา
ด้วยผลงาน และขนาดธุรกิจแบบนี้ Tomorrow.io เลยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งในร้อยบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และล่าสุดเพิ่งระดมทุนรอบใหม่ได้อีก 175 ล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทตอนนี้ทะลุหลักพันล้านดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อย
สิ่งที่น่าติดตามต่อไป คือบริษัทเลือกทำธุรกิจแบบ B2B และ B2G เป็นหลัก คือขายให้องค์กรและรัฐบาลแทนที่จะพึ่งพารายได้จากผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่มั่นคงกว่าในระยะยาว เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีจ่ายแพงเพื่อข้อมูลที่แม่นยำ และทันเวลา โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแปรปรวนกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่ทุกประเทศต้องรับมือ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญของในหลาย ๆ ประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยด้านการบิน
พูดอีกแบบคือ แอปพยากรณ์อากาศที่เราเห็นเป็นแค่ปลายยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เบื้องหลังคือบริษัทที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอากาศของโลกใหม่ทั้งระบบ
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 58