ช่วงนี้ชื่อ “อยุธยา” ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง แต่นอกเหนือจากกระแสข่าวรายวัน จังหวัดนี้ยังมีอีกด้านที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่โตเกินกว่าภาพจำของ “เมืองประวัติศาสตร์” ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย ทั้งที่มีประชากรไม่ถึงล้านคน และมีพื้นที่ใหญ่เป็นเพียงอันดับ 63 ของประเทศเท่านั้น
หลายคนอาจคาดว่ารายได้หลักของอยุธยาต้องมาจากภาคเกษตรกรรมหรือการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดนี้มีแม่น้ำไหลผ่านถึง 4 สาย ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำน้อย เอื้อต่อการทำเกษตรกรรมโดยเฉพาะข้าวซึ่งครองพื้นที่เพาะปลูกถึง 96% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของอยุธยาแบ่งเป็นภาคเกษตรกรรมเพียง 1.7% ภาคบริการ 22.8% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมครองสัดส่วนสูงถึง 75.5% ของเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

ปัจจัยที่ทำให้อยุธยากลายเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญคือทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 74 กิโลเมตร และตั้งอยู่ใจกลางประเทศที่เชื่อมต่อไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกได้สะดวกด้วยเส้นทางโลจิสติกส์หลากหลายรูปแบบ จังหวัดนี้จึงเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมนครหลวง รวมถึงเขตประกอบการอุตสาหกรรมอีก 2 แห่งคือแฟคตอรี่แลนด์วังน้อย และสวนอุตสาหกรรมโรจนะที่มีพื้นที่มากถึง 15,000 ไร่
ข้อมูลระบุว่าอยุธยามีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการรวมกว่า 2,810 แห่ง มีเงินทุนสะสมรวมสูงถึง 676,317 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานให้คนในพื้นที่มากถึง 317,741 คน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เครื่องมืออุปกรณ์ขนส่ง อาหาร และผลิตภัณฑ์พลาสติก
นอกจากนี้ยังมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหลายแห่งที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ทั้งกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ ผลจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ GPP ของอยุธยาเติบโตขึ้นเป็นเกือบ 500,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 16% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า 500,000 บาทต่อปี ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ

แม้ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ แต่จุดแข็งที่ทำให้อยุธยาแตกต่างจากจังหวัดอุตสาหกรรมอื่นคือมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีที่ใดทดแทนได้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,810 ไร่ภายในเกาะเมืองที่มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย เป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญอย่างพระราชวังโบราณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดมหาธาตุ สะท้อนความรุ่งเรืองของอาณาจักรที่เคยเป็นราชธานีมานานกว่า 400 ปี
จุดขายนี้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี กลายเป็นแหล่งรายได้เสริมที่สำคัญนอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักที่เติบโตตามกระแสนักท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักหลังสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว
เมื่อสองเครื่องยนต์ทำงานเสริมกัน ไม่ใช่แข่งกัน สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการมีรายได้สองทางคือ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวของอยุธยาไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่เกื้อหนุนกันในหลายมิติ ประการแรก โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ที่ถูกลงทุนไว้เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ทั้งถนน ทางรถไฟ และความใกล้ชิดกับกรุงเทพฯ กลับเป็นปัจจัยเดียวกันที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าถึงแหล่งโบราณสถานได้สะดวกและรวดเร็ว กลายเป็นจังหวัดที่เที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ง่ายจากเมืองหลวง ต่างจากเมืองมรดกโลกในหลายประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกลจนต้องใช้เวลาเดินทางนาน
เช่นเดียวกับ แรงงานจำนวนมากที่ภาคอุตสาหกรรมดึงดูดเข้ามาในพื้นที่ ทั้งพนักงานโรงงานและครอบครัว กลายเป็นฐานประชากรที่หนุนเศรษฐกิจภาคบริการให้เติบโตตามไปด้วย ร้านอาหาร ที่พัก และธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่จึงมีลูกค้าสองกลุ่มมาบรรจบกัน คือแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ใช้จ่ายประจำวัน และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นครั้งคราว ทำให้ธุรกิจบริการในพื้นที่มีฐานลูกค้าที่มั่นคงกว่าจังหวัดท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวและอาจซบเซาในช่วงนอกฤดูกาล
นี่จึงทำให้อยุธยากลายเป็นจังหวัดที่มีความสมบูรณ์แบบ ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ผสมผสานรวมกันได้อย่างลงตัว สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 83