ในยุคที่กาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อความกระปรี้กระเปร่า แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่ฝังรากลึกในสังคม รู้หรือไม่ว่าในขณะที่เราจิบกาแฟแก้วโปรดกันทุกวัน ตลาดกาแฟโลกกำลังหมุนไปเร็วระดับหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ! และไทยเราเองก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นในสนามของการปลูกเท่านั้น
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดกาแฟโลกในปีการผลิต 2568/2569 กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล โดยมีผลผลิตพุ่งสูงถึง 174.4 ล้านกระสอบ ซึ่งมี “บราซิล” และ “เวียดนาม” ครองเก้าอี้ผู้ผลิตเบอร์หนึ่งของอาราบิก้าและโรบัสต้าตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีผลผลิตอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก แต่ทิศทางการบริโภคในประเทศกลับเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนทางกับปริมาณการผลิตที่จำกัด ทำให้ไทยต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ปลูก มาเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
สถานการณ์การค้ากาแฟของไทยในปี 2568 สะท้อนภาพการเป็น “ผู้นำเข้าสุทธิ” อย่างชัดเจน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 2.3 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้นเกือบ 60% จากปีก่อนหน้า เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของไทยที่ยังคงเติบโตได้ถึง 10% คือสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการแปรรูป (Processing Hub) เหมือนกับประเทศที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลักอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือเยอรมนี แต่กลับสามารถทำกำไรจากการส่งออกกาแฟคั่วและผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปได้เป็นกอบเป็นกำ
เช่นเดียวกับ สมาคมกาแฟไทยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN) โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ในตลาดโลก
สนค. จึงวางหมากยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรม และการค้ากาแฟของไทยให้เติบโตได้ เริ่มจากการทบทวนกฎระเบียบเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟคุณภาพจากทั่วโลกมาสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ ได้อย่างเสรี ควบคู่ไปกับการวางกลไกป้องกันไม่ให้กาแฟนำเข้ามากดดันราคาผลิตผลของเกษตรกรไทย โดยเน้นการยกระดับสู่ “กาแฟคุณภาพ” (Specialty Coffee) และสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรการคั่วและบรรจุที่ทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยแข่งได้ในเวทีโลก

สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญที่จะละเลยไม่ได้คือ “ความยั่งยืนและความเป็นธรรม” โดย สนค. มุ่งส่งเสริมโมเดลธุรกิจสีเขียว ทั้งการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) และการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก รวมถึงการนำกลไกการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) และการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาใช้ เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงและประกันรายได้ที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรไทย ซึ่งการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อุตสาหกรรมกาแฟไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับสากลอย่างยั่งยืน
ที่มา: กระทรวงพาณิชย์
เรื่ิองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
Post Views: 46