เปิดแนวคิด ‘อิน สาริน’ เจ้าของแบรนด์ YOLK ถ้าเทรนด์เริ่มเปลี่ยน ไม่ควรฝืนกระแสทำต่อ
เส้นทางธุรกิจของ คุณอิน สาริน รณเกียรติ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่ง The Holiday Group ที่เริ่มต้นจากร้านขนมออนไลน์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 จนสามารถแตกกิ่งก้านสาขาเป็นแบรนด์ดังอย่าง HOLIDAY PASTRY, YOLK และ HEY Mookrata อะไรคือเบื้องหลังการตัดสินใจที่ยอม ‘เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ’ ในวันที่เทรนด์เริ่มเปลี่ยน? และทำไมเขาถึงเชื่อว่าการทำร้านอาหารให้คนภูมิใจที่ได้ถือถุงขนม คือหัวใจสำคัญของการสร้าง Brand Value บทความนี้ Smart SME จะพาคุณไปเจาะลึกตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ยอดขายเคยร่วงจากหลักแสนเหลือหลักพัน สู่การวางระบบ Operation ที่แม่นยำ และแผนการบุกตลาด ‘เส้น’ รวมถึง ‘ขนมไทย’ ที่น่าจับตามองในปีนี้ พร้อมคำตอบที่หลายคนอยากรู้.เมื่อไหร่เราจะได้เห็นแฟรนไชส์จากอาณาจักรแห่งนี้ [จุดเริ่มต้นธุรกิจ] คุณ อิน สาริน รณเกียรติ เจ้าของธุรกิจ YOLK และบริษัทในเครือ The Holiday Group เล่าว่าตนมีเริ่มทำธุรกิจในช่วงโควิด-19 โดยในช่วงนี้ยักษ์ใหญ่โดน Set-Zero ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้เติบโตขึ้นก็จะไม่มีช่วงเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้ว และส่วนตัวมีความชื่นชอบเรื่องของอาหารมานานแล้ว […]



เริ่มจากค่อยๆเก็บเงินแล้วซื้อที่ดินสะสมเรื่อยมาจนมี 80 ไร่ ช่วงเริ่มต้นไม่ได้ปลูกไผ่ แต่เลือกลงทุน 6 แสนบาท ในการปลูกอ้อย 50 ไร่ แต่ปลูกนาน 4 ปี พบว่าขาดทุนสะสมไปกว่า 4 แสนบาท จึงเลิกปลูกแล้วหันมาปลูกไผ่แทน
ทั้งนี้ ได้เรียนรู้วิธีการเพาะปลูกผ่านทางอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงการไปศึกษาดูงานในสถานที่จริง จนถึงปี 54 ได้ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงมาฟรี จึงเริ่มเพาะปลูกอย่างจริงจัง นอกจากไผ่กิมซุงแล้ว ยังปลูกไผ่บงหวานเพชรผึ้ง ไผ่สารวิน โดยช่วงแรกเริ่ม ใช้พื้นที่ปลูกทั้งหมดราวๆ 9 ไร่ ต้นทุนต่อไร่เฉลี่ย 1-2 หมื่นบาท ใน 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 100 – 200 ต้น และดูแลไม่ถึงปีก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้
โดยไผ่กิมซุง จะต้องหมั่นรดน้ำมาก เนื่องจากมีใบเยอะและหนา ส่วนไผ่สารวินก็ใช้น้ำมากเช่นเดียวกัน และไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นิยมกินแบบสดๆ เนื่องจากรสไม่ขม ปรุงได้หลายเมนู จึงขายได้ราคาดี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 70,000 – 75,000 บาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายหน่อไม้และขายกิ่งพันธุ์