FongFong

‘Fong Fong’ แบรนด์ฟองเต้าหู้สดกับภารกิจปั้นโปรตีนทางเลือกที่ใครก็ทานได้

เมื่อ ‘Fong Fong’ แบรนด์ฟองเต้าหู้สูตรดั้งเดิมวัย 89 ปี ถูกปลุกปั้นใหม่โดยทายาทรุ่นที่ 3 สู่การเป็นนวัตกรรมอาหารพร้อมทานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ท่ามกลางความท้าทายของตลาด Plant-based ในไทยที่ต้องพิสูจน์ตัวเองทั้งเรื่องราคาและโภชนาการ เพื่อก้าวสู่การเป็นวัตถุดิบโปรตีนสูงที่ครองใจผู้บริโภคได้ในทุก ๆ วัน

 

คุณศิริชัย เบ็ญจพรเลิศ ซีอีโอ Fong Fong ทายาทรุ่นที่ 3 ที่เข้ามารับช่วงต่อในปี พ.ศ. 2552 เล่าว่าธุรกิจภายใต้ โง้วเจงง้วน จำกัด เดินทางเข้าสู่ปีที่ 89 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักจะเป็นกลุ่มฟองเต้าหู้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.แบบพร้อมปรุง กับ 2.แบบพร้อมทาน และกลุ่มน้ำเต้าหู้ผสมฟองเต้าหู้ ตั้งแต่ขนาด 260 ลิตร, 350 ลิตร, 1 ลิตร และ 2 ลิตร ซึ่งธุรกิจนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอากงที่ทำมาแต่ดั้งเดิม ส่วนรุ่นของตนจะเข้ามาคิดเรื่องของการแปรรูป อย่างเช่นสิ่งแรกที่ทำคือนำมาแปรรูป แล้วฟรีซ IQF เพื่อสะดวกในการใช้งาน

 

 

“เมื่อก่อนฟองเต้าหู้เวลาจะใช้งานทีต้องแช่น้ำ 2 ชั่วโมง แต่เรานำมาหั่น และทำเป็นลักษณะ IQF ง่ายต่อการสะดวกใช้ คือคุณใช้แค่ไหนก็หยิบออกมา แล้วเก็บเข้าตู้เย็นได้เลย ไม่ต้องแช่น้ำให้เสียเวลา”

 

ส่วนตัวผลิตภัณฑ์พร้อมทาน อันนี้ยิ่งง่ายเลย ไม่ต้องปรุง เพราะทุกอย่างถูกคอมแพคออกมาในถุง เข้าไมโครเวฟสามารถทานได้เลย ขณะที่น้ำเต้าหู้ ผู้บริโภคจะรู้จักผลิตภัณฑ์นี้ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมามากที่สุด เพราะเราเป็นแบรนด์แรกที่ทำน้ำเต้าหู้ผสมฟองเต้าหู้ โดยคาแรคเตอร์ของ Fong Fong จะมีลักษณะที่เหนียวหนุ่ม ไม่เละ Texture กำลังดี ไม่ต้องดื่มน้ำเปล่าตาม แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งอื่น ๆ สร้างความเป็นออริจินัล เหมือนซื้อจากรถเข็น

 

ในมุมเกี่ยวกับเทรนด์ Future Food คุณศิริชัย มองว่าถ้าแบ่งเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดต่างแดน ตนยังมองว่ายังเติบโตได้อีกเยอะมาก ๆ จากเทรนด์โลกร้อนที่ส่งสัญญาณเห็นชัดมาโดยตลอด ส่วนในประเทศมองว่าเป็นการค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ไม่ได้มี Market Leader ขนาดที่จะเป็นผู้เล่นหลัก แบรนด์ยังไม่ได้อยู่ในการรับรู้ของผู้คนเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นตนยังมองว่ายังมีทั้งอุปสรรค และโอกาสอยู่ ซึ่งอุปสรรค คือยังมีการเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่เป็น plant based ที่ราคามีความแตกต่างกัน

 

 

“ผู้บริโภคยังรู้สึกว่า plant based ยังไม่ถึงขนาดกับอยากจะกิน เพราะตัวอาหารเองก็มีโซเดียมค่อนข้างเยอะ จึงเลือกที่จะกินเนื้อสัตว์มากกว่า เมื่อเทียบกับราคา และโภชนาการที่จะได้รับ คนที่กินอยู่อาจเป็นกลุ่มมังสวิรัติ หรือกินเจ หรือกินเพราะเริ่มใส่ใจกับโลกร้อนมากขึ้น”

 

คุณศิริชัย เล่าต่อมองว่ากลุ่มที่รับประทานตามเทรนด์เชื่อว่ายังมีน้อยมากในตลาดเมืองไทย ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด Big impact สำหรับผู้ประกอบการ หรือว่าผู้บริโภคที่อยากจะหันมารับประทาน โดยเฉพาะเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ จุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ตลาดในเมืองไทยไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน หากเทียบกับช่วงโควิด-19 ที่ตลาด plant based เติบโตขึ้นมากในเมืองไทย

 

“ปัจจุบันเริ่มทุกจุดตกลง แต่ผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งอาจจะดีขึ้น”

 

แน่นอนว่าด้วยความเป็นอาหารที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ช่องทางการขายจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก คุณศิริชัย อธิบายเรื่องนี้ว่าผลิตภัณฑ์จะเน้นการมองเห็น กระจายสินค้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อสร้างการรับรู้ และให้ลูกค้าได้ทดลอง จากเมื่อก่อนเป็นแค่กลุ่มเฉพาะ ปัจจุบันคนเริ่มขยายตลาดกันมากขึ้น แบรนด์จึงเล็งเห็นว่าสินค้าประเภทนี้ควรต้องได้รับการเทส, การชิม และการบอกต่อ รวมถึงพยายามจัดโปรโมชัน มีการคอลแลปกับแบรนด์ใหญ่ ๆ เช่น น้ำสลัด, น้ำสุกี้, น้ำจิ้มต่าง ๆ เหล่านี้คือกลยุทธ์หลักที่ทำมาในปี 2568

 

 

ส่วนทางด้านออนไลน์จะเน้นการสร้าง awareness สร้างแบรนด์ให้คนจำแบรนด์มากกว่าว่าเราคือใครในตลาด โดยแบรนด์ได้พยายามสื่อสารกับผู้บริโภคว่า วัตถุดิบสามารถรับประทานได้ทุกวัน เหมือนกับกินเต้าหู้ก้อน, เต้าหู้ไข่ แต่ที่แตกต่างคือโปรตีนของเราสูงกว่าไม่เหมือนแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอายุ 30 ปี ที่ใส่ใจเรื่องของสุขภาพ, โปรตีน เน้นการทำอาหารที่บ้าน

 

“ผู้ประกอบการที่สนใจต้องการวัตถุดิบโปรตีนธรรมชาติเพื่อใช้ตอบโจทย์การทำร้านอาหารในราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น ขณะที่ลูกค้าคอนซูเมอร์ก็อยากให้ลองเปิดใจว่าผลิตภัณฑ์นี้ง่ายต่อการประกอบอาหาร และบริโภค”

 

เส้นทางของ Fong Fong ในวันนี้คือการพิสูจน์ว่า “หัวใจสำคัญของอาหารแห่งอนาคต” ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่หวือหวาตามกระแส แต่คือการส่งมอบความสะดวก รสชาติที่เป็นธรรมชาติ และความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง แม้อุปสรรคด้านการยอมรับในประเทศจะยังมีอยู่ แต่ด้วยกลยุทธ์การสร้างการรับรู้ผ่านการ Synergy กับแบรนด์พันธมิตร และการชูจุดแข็งเรื่อง “โปรตีนธรรมชาติสูง” ที่เป็นเอกลักษณ์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเกือบศตวรรษแห่งนี้ เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับกระแสสุขภาพโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ