Shopee

Shopee ขึ้นค่าธรรมเนียมรอบที่ 3 ของปี เมื่อกำไรหายกลายเป็นโจทย์ใหญ่คนขายของออนไลน์

ถ้าคุณเป็นคนขายของบน Shopee ช่วงนี้อาจต้องกลับไปเปิดเครื่องคิดเลขอีกครั้ง เพราะนี่คือการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งที่ 3 ของปีนี้แล้ว หลังจากที่เพิ่งขึ้นไปเมื่อเดือนเมษายน และมิถุนายนที่ผ่านมา และรอบนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

 

สำหรับการปรับค่าธรรมเนียมการขาย จะแบ่งตามประเภทร้าน เช่น ร้านที่เป็นแบรนด์ขนาดใหญ่ จะมีเรตสูงสุด 19.26% ในหมวดแฟชั่น และ FMCG, ร้าน Non-Mall ทั่วไป สูงสุด 17.12% เป็นต้น โดยตัวเลขเหล่านี้รวม VAT 7% แล้ว และยังไม่นับค่าธรรมเนียมอื่นที่เก็บซ้อนอยู่ เช่น ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (เริ่มต้น 3.21%) และค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาทต่อออร์เดอร์ (สำหรับร้านที่มียอดขายเกิน 100 ออร์เดอร์ต่อเดือน)

 

ลองคำนวณดู หากเป็นร้าน Non-Mall ขายเสื้อยืดตัวละ 100 บาท ค่าส่ง 25 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมการขาย 17.12 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 4.01 บาท และค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท จะเหลือเงินจริงเข้ากระเป๋าแค่ 77.8 บาท จากยอดขาย 100 บาท นั่นหมายความว่าก่อนจะหักต้นทุนสินค้า ค่าแพ็กเกจจิ้ง หรือค่าโฆษณาใดๆ กำไรก็ถูกกัดไปแล้วเกือบ 1 ใน 4

 

 

การขึ้นค่าธรรมเนียม 3 รอบในปีเดียวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนการเปลี่ยน Positioning ของแพลตฟอร์ม e-commerce จาก “ตัวช่วยขยายฐานลูกค้าต้นทุนต่ำ” ไปสู่ “ช่องทางขายที่มีต้นทุนใกล้เคียงหน้าร้านค้าปลีก” มากขึ้นเรื่อย ๆ และ Shopee ไม่ได้ทำเรื่องนี้อยู่รายเดียว TikTok Shop เองก็ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันต่อเนื่องเช่นกัน จากรอบแรกในเดือนพฤษภาคม มาจนล่าสุดขึ้นเป็นสูงสุด 11.77% ในเดือนกรกฎาคม

 

ผลที่มองเห็นชัดที่สุดคือ Margin ของร้านค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าหมวดแฟชั่นที่โดนเรตสูงสุด จะถูกบีบจนอาจติดลบถ้ายังตั้งราคาขายแบบเดิม ร้านค้าจึงมีทางเลือกจำกัดอยู่ไม่กี่ทาง คือ แบกรับต้นทุนเอง ปรับราคาสินค้าขึ้นแล้วเสี่ยงเสียลูกค้าให้คู่แข่ง หรือลดคุณภาพ/ต้นทุนวัตถุดิบซึ่งกระทบแบรนด์ในระยะยาว

 

ไม่ใช่แค่นั้น อีกผลกระทบที่มักถูกมองข้ามคือ พฤติกรรมของร้านค้าที่จะเริ่มพึ่งพา Promotion และ Voucher น้อยลง เพราะทุกส่วนลดที่ให้ลูกค้าตอนนี้กลายเป็นต้นทุนซ้อนต้นทุนค่าธรรมเนียม ร้านค้าจำนวนมากจึงเริ่มขยับ Cash Flow Planning ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การรีวิวราคาต่อ SKU ไปจนถึงการเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุนต้นทาง

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ว่า การขายผ่านมาร์เก็ตเพลสแล้วกำไรงาม กำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร โดยแพลตฟอร์มมีอำนาจทางการตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะร้านค้าจำนวนมากต้องพึ่งพาการเข้าถึง และระบบโลจิสติกส์ของแพลตฟอร์มเป็นหลัก ทำให้ต่อรองต้นทุนได้ยาก และเมื่อแพลตฟอร์มขึ้นราคาพร้อมกันหลายเจ้า ทางเลือกในการ “ย้ายหนี” ก็ยิ่งแคบลง

 

ดังนั้น เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว คือการคำนวณ Net Margin ใหม่ อย่าดูแค่ยอดขายรวม ต้องหักค่าธรรมเนียมทุกประเภท (Commission, Payment Fee, Infrastructure Fee) ออกก่อนตัดสินใจตั้งราคา หรือทำโปรโมชัน เพื่อไม่ให้ขายดีแต่ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับการปรับกลยุทธ์ด้านราคา โดยรวมต้นทุนแพลตฟอร์มเข้าไปตั้งแต่ต้น จากเดิมที่จะตั้งราคา แล้วค่อยหักค่าธรรมเนียมทีหลัง

 

การขึ้นค่าธรรมเนียมรอบนี้อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด สำหรับคนที่อยากอยู่รอดในสนามอีคอมเมิร์ซระยะยาว การมองข้ามช็อตไปถึงการบริหารต้นทุน และกระจายความเสี่ยงด้านช่องทางขาย จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่กลายเป็นความจำเป็นไปแล้ว

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ