นักบริหารควรสัมผัสได้
สุขุม นวลสกุล …… โดยปกตินักบริหารถือเป็นคนระดับสูงในบริษัทเพราะจะต้องเป็นหัวหน้ามีหน้าที่บังคับบัญชาหรือดูแลคนอื่นๆ ที่อยู่ในฐานะลูกน้อง เมื่อเป็นลูกพี่ นักบริหารจึงมักได้รับความเกรงอกเกรงใจหรือบางครั้งอาจถึงขั้นเกรงกลัว ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องจะพูดจะคุยด้วยก็มักจะต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ไม่ใช่นึกอยากจะสนทนาด้วยก็โผล่พรวดเข้าไปหา เพราะฉะนั้นคนเป็นนักบริหารมักจะเปล่าเปลี่ยวหาคนพูดคุยด้วยยาก ยกเว้นแต่คนระดับเดียวกัน ซึ่งยิ่งตำแหน่งหน้าที่เราสูงขึ้นเท่าใดก็ยิ่งมีคนแวดล้อมน้อยคนลงไปเรื่อย ๆ จนมีการรำพึงว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” หมายถึงว่ายิ่งทำงานบริหารสูงขึ้นก็ยิ่งมีเพื่อนน้อยลง โต๊ะทำงานก็ปลีกวิเวก หันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นใคร ไม่เหมือนสมัยเป็นผู้ตามมีเพื่อนคุยด้วยเป็นฝูงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามก็อยากจะแนะนำคนเป็นนักบริหารว่าควรทำตัวเป็นคนที่ลูกน้อง “สัมผัส”ได้ หมายความว่าเป็นคนที่ลูกน้องกล้าพูดกล้าคุยด้วย ไม่ใช่วางตัวเป็นคนน่าเกรงขามคนทำงานด้วยไม่กล้าเข้าใกล้ อย่าว่าแต่พูดคุยเลยแค่สบตายังไม่ค่อยจะบังอาจ กราดหน้าไปทางไหนก็เห็นแต่คนก้มหน้าก้มตาไม่ค่อยมีใครสู้สายตา อย่าไปภูมิใจแบบไม่เข้าท่าว่าข้าพเจ้าเป็นคนที่มีบารมี ลูกน้องเกรงกลัว เดินไปทางไหนในบริษัทลูกน้องทำตัวลีบหลบตากันวูบวาบ พูดกับใครคนนั้นก็ปากคอสั่นไม่กล้าต่อปากต่อคำด้วย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นโอกาสที่จะทำให้ลูกน้องเข้าใจผิดในตัวเราหรือพฤติกรรมของเรา เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่าง”ขึ้นมาได้ “ช่องว่าง”คือความเข้าใจผิด เราทำบางสิ่งบางอย่างที่ส่งผลกระทบกับคนอื่นด้วยความปรารถนาดี แทนที่จะได้รับความพออกพอใจจากคนที่ได้รับผล เขากลับไม่พอใจมองความดีที่เราตั้งใจให้เป็นความเลวที่ไม่ปรารถนา เกิดความไม่พอใจหรือแค้นเคืองหัวหน้าผู้หวังดีไปเสียนี่ ตัวอย่างเช่น เรามีลูกน้องสิบคน วันหนึ่งเราคิดจะตั้งคนหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยของเรา เพื่อให้งานแผนกเราได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น เราเห็นแววแล้วว่าควรจะตั้งใคร ติดขัดตรงที่สิบคนนี่วัยวุฒิและคุณวุฒิใกล้เคียงกัน ตั้งขึ้นโดยไม่มีปี่หรือขลุ่ยบรรเลงล่วงหน้าละก็ ท่าทางจะเกิดความขัดแย้งในหน่วยงานแน่นอน เพื่อแก้ปัญหาการไม่ยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน […]


