ในยุคที่การไถหน้าจอกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) ได้กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงที่กุมหัวใจและกระเป๋าเงินของผู้บริโภคยุคใหม่
ล่าสุด สนค. กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยรายงานชุดใหญ่เรื่อง “Influencer Economy จากคอนเทนต์สู่การค้ายุคดิจิทัล” ชี้ให้เห็นว่า วันนี้การเป็นครีเอเตอร์ไม่ได้เป็นแค่ ‘งานอดิเรก’ หรือการสร้างความบันเทิงอีกต่อไป แต่กำลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลกและไทยในระดับที่มองข้ามไม่ได้ โดยโครงสร้างของโลกใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วย 5 องค์ประกอบหลัก คือ ตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง, แพลตฟอร์มออนไลน์, แบรนด์หรือผู้ประกอบการ, เครื่องมือทำเงิน และตัวผู้ติดตามที่เป็นผู้บริโภค
หากมองในระดับสากล มูลค่าของ Influencer Economy กำลังพุ่งทะยานอย่างฉุดไม่อยู่ จากข้อมูลพบว่าในปี 2566 มูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึง 4.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 33.9% จนแตะระดับ 6.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2575 ขณะที่เฉพาะตลาดส่งเสริมการตลาด มีเม็ดเงินสะพัดถึง 3.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยมีกลุ่มครีเอเตอร์ทั่วโลกช่วยกันขับเคลื่อนอยู่ราวๆ 127 ล้านคน ซึ่งเบื้องหลังการเติบโตก้าวกระโดดนี้มี “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยทลายกำแพงการเข้าสู่ตลาดและช่วยให้การสร้างสรรค์ผลงานง่ายขึ้น

เมื่อหันมามองมหาอำนาจโลก แต่ละประเทศต่างมีกลยุทธ์ทั้ง “ผลักดันและควบคุม” ที่น่าสนใจ
จีน เน้นการควบคุมระบบนิเวศเนื้อหาเพื่อป้องกันข้อมูลเท็จ แต่ในขณะเดียวกันก็ยกระดับอาชีพนี้ด้วยการทำระบบมาตรฐานทักษะวิชาชีพการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง
สหรัฐอเมริกา มุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นธรรม มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ห้ามปั๊มยอดฟอล รีวิวปลอม ควบคุม AI รวมถึงบังคับให้คอนเทนต์ที่ได้ทุนสนับสนุนจากต่างชาติต้องเผยแพร่ที่มาเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางความคิด
เกาหลีใต้ เน้นหนักเรื่องความชัดเจนในการรับงาน และมีไม้เด็ดคือการวางกรอบนโยบายหนุนส่งออก K-Content ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่พัฒนาทักษะ จัดตั้งกองทุน ไปจนถึงดูแลทรัพย์สินทางปัญญา
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดถือเป็นข่าวดีของชาวครีเอเตอร์ เพราะตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 มีมูลค่าแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องปีละ 15 – 20% ในช่วงปี 2568 – 2572 ปัจจุบันไทยมีผู้ก้าวสู่วงการนี้มากกว่า 3 ล้านคน สามารถสร้างมูลค่าโฆษณาดิจิทัลได้สูงถึง 3.89 หมื่นล้านบาท (คิดเป็น 1 ใน 3 ของเค้กโฆษณาดิจิทัลรวมทั้งหมด) โดยอุตสาหกรรมยอดฮิตที่เทงบให้อินฟลูเอนเซอร์ไทยมากที่สุดคือ “อาหารและเครื่องดื่ม” และ “แฟชั่นและความงาม” ซึ่งครองส่วนแบ่งรวมกันถึง 54.4% ของตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวครีเอเตอร์และแบรนด์ในไทยต้องตระหนักและระมัดระวัง คือเรื่องของการ “กระจุกตัว” บนแพลตฟอร์ม เนื่องจากปัจจุบันการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยพึ่งพาช่องทางหลักเพียงไม่กี่ช่องทาง โดยเฉพาะ TikTok ที่กวาดส่วนแบ่งไปถึง 66% นอกจากนี้ ภาครัฐเองก็เริ่มเข้ามาวางรากฐานผ่านยุทธศาสตร์ชาติ การจัดกิจกรรมอัปสกิล การมอบรางวัล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ทั้งกฎหมายควบคุมข้อมูลเท็จ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น ในโลกที่เทรนด์เปลี่ยนไว ครีเอเตอร์ไทยยุคใหม่จึงต้องไม่หยุดพัฒนาทักษะ รู้จักกระจายความเสี่ยงในหลายแพลตฟอร์ม และสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อคว้าโอกาสในเค้กชิ้นโตนี้
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
Post Views: 66