รังนกภาคใต้ของไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรังนกคุณภาพดีที่สุดของโลก แต่คนที่ได้บริโภคจริงกลับเป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่ คำถามนี้เองที่จุดประกายให้ พิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยายปีกบิน จำกัด ตัดสินใจต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ทำรังนกล้างแบบ B2B มากว่า 20 ปี ให้กลายเป็นแบรนด์รังนกของตัวเองภายใต้ชื่อ “พอส รังนก PAUS Birdnest” เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพสูงที่บ้านตัวเองผลิตได้
ธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวอัครยศพงศ์ คือการล้าง และจำหน่ายรังนกให้กับผู้ประกอบการรายอื่นในรูปแบบ B2B มาอย่างยาวนาน แต่พิชามญชุ์มองเห็นช่องว่างสำคัญ คือวัตถุดิบไทยที่มีคุณภาพระดับโลกกลับไม่เคยถูกพัฒนาเป็นสินค้าที่คนไทยเข้าถึงได้ง่าย เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้คุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการยอมรับในประเทศตัวเอง ไม่ใช่แค่ส่งออกให้ต่างชาติเห็นคุณค่าเพียงฝ่ายเดียว

ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PAUS Birdnest ใช้รังนกแท้ 100% ปราศจากสารกันเสียและไม่ผ่านการฟอกขาว พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานทั้ง อย. GHP HACCP และ HALAL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งตลาดในและต่างประเทศ
ปัจจุบันบริษัทพัฒนาสินค้าออกมาสองรูปแบบหลัก คือรังนกลอยแก้วแบบซองพร้อมรับประทานสำหรับผู้บริโภคทั่วไป และรังนกปรุงสุกในรูปแบบวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม (Topping/Ingredient) ที่ป้อนให้ธุรกิจเครื่องดื่มและขนมหวานนำไปต่อยอด ครอบคลุมช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada, TikTok ไปจนถึงร้านอาหาร ร้านขายยา และโรงพยาบาลชั้นนำ การกระจายสินค้าในหลายรูปแบบ
การกระจายหลายช่องทางเช่นนี้ ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการความสะดวก และผู้ประกอบการที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพไปพัฒนาสินค้าต่อ

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่โดยตรง เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่การคัดแยก ล้าง จนถึงจัดรูปทรงรังนก ต้องอาศัยแรงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ย 15,000-20,000 บาทต่อเดือน พิชามญชุ์อธิบายว่าการล้างรังนก คือภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำความสะอาด แต่ก็ยังทดแทนฝีมือคนไม่ได้ เพราะต้องรักษารูปทรงของรังนกให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ นี่คือจุดที่ทำให้ธุรกิจนี้ผูกโยงกับคุณค่าของชุมชนอย่างแยกไม่ออก การเติบโตของแบรนด์จึงหมายถึงรายได้ที่กลับคืนสู่ท้องถิ่นไปพร้อมกัน
บทเรียนสำคัญการทำธุรกินสินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ โดยการเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด บริษัทต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด ซึ่งเป็นทักษะที่แตกต่างไปจากการทำธุรกิจ B2B แบบเดิมโดยสิ้นเชิง พิชามญชุ์ยอมรับตรงไปตรงมาว่า เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าแค่มีสินค้าที่ดีก็น่าจะขายได้ แต่ความจริงแล้วการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งต้นทุน ราคา บรรจุภัณฑ์ และความต้องการของลูกค้าไปพร้อมกัน

สำหรับโครงการด้าน Soft Power อาหาร และโครงการดีพร้อม คพอ. ทำให้แบรนด์ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการรายอื่น ทำให้เห็นมุมที่ไม่เคยมองมาก่อน และนำกลับมาปรับใช้กับธุรกิจได้จริงจนระบบการทำงานแข็งแรงขึ้น
สำหรับเป้าหมายต่อไป สยายปีกบินวางแผนขยายตลาดสู่ประเทศจีนภายใต้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรังนกไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การเติบโตของแบรนด์ตัวเองเพียงลำพัง พิชามญชุ์ทิ้งท้ายว่าอยากให้คนไทยภูมิใจในรังนกไทยเหมือนที่ต่างชาติให้การยอมรับ เพราะเมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูง สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เติบโต แต่หมายถึงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 73